ONE LUMPINEE ดีลประวัติศาสตร์ที่จะสร้างปรากฎการณ์ใหม่สู่วงการมวยไทยทั้งระบบ สุดยิ่งใหญ่!

ONE LUMPINEE ดีลประวัติศาสตร์ที่จะสร้างปรากฎการณ์ใหม่สู่วงการมวยไทยทั้งระบบ สุดยิ่งใหญ่!

 แถลงข่าวยิ่งใหญ่! ONE LUMPINEE เปิดตัวอย่างเป็นทางการ กับดีลประวัติศาสตร์ที่จะสร้างปรากฎการณ์ใหม่สู่วงการมวยไทยทั้งระบบ

     “วัน แชมเปียนชิพ (ONE)” องค์กรสื่อกีฬาระดับโลก ผนึกกำลัง “สนามมวยเวทีลุมพินี” เปิดประวัติศาสต์หน้าใหม่ให้กับวงการมวยไทย เตรียมระเบิดศึก ONE LUMPINEE ด้วยมาตรฐานโปรดักชันระดับโลก สร้างคอนเทนต์กีฬาในรูปแบบเวิลด์คลาส ยกระดับวงการมวยไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยบิ๊กบอสใหญ่ “ชาตรี ศิษย์ยอดธง” แย้มจัดศึกปฐมฤกษ์มกราคมปีหน้า ในรูปแบบอินเตอร์เนชันแนลไฟต์ ที่รวบรวมศิลปะการต่อสู้อันหลากหลายทั้ง มวยไทย มิกซ์มาเชียลอาร์ต (MMA) คิกบ็อกซิง ฯลฯ ยิงสดมากกว่า 150 ประเทศทั่วโลก ผู้ชมมากกว่า 60 ล้านคนในทุกแพลตฟอร์ม

     เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2565 "นายชาตรี ศิษย์ยอดธง" ผู้ก่อตั้ง ประธาน และซีอีโอ ONE พร้อมด้วย "พลเอกสุชาติ แดงประไพ" ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก (มวยไทยลุมพินี) แถลงข่าวประกาศความร่วมมือ เตรียมจัดการแข่งขันมวยไทยโปรดักชันระดับโลกในชื่อศึก “ONE LUMPINEE” ณ สนามมวยเวทีลุมพินี รามอินทรา กรุงเทพ โดยมีเหล่าโปรโมเตอร์ หัวหน้าคณะ ค่ายมวย นักมวยไทย บุคลากรในวงการกีฬาทั้งภาครัฐและเอกชน สื่อมวลชน ตลอดจนแฟนคลับ เดินทางมาร่วมงานกว่า 1,000 คน

     นายชาตรี ศิษย์ยอดธง เปิดเผยว่า “สนามมวยเวทีลุมพินี ถือเป็นสนามมวยอันทรงเกียรติยศสูงสุดแห่งวงการมวยไทยมาอย่างยาวนาน เป็นสถานที่ให้กำเนิดแชมป์มวยไทย และนักชกระดับตำนานมาแล้วหลายยุคหลายสมัย และนักชกซึ่งเป็นแชมป์โลกของ ONE หลายคนก็มีความหลังกับสนามมวยแห่งนี้ โดยสนามมวยเวทีลุมพินีมีวิสัยทัศน์ที่ต้องการให้กีฬามวยไทยเป็นศิลปะการต่อสู้จริงๆ โดยปลอดการพนัน มีมาตรฐานที่จะก้าวไปสู่ระดับโลกได้ จึงเป็นที่มาของการตอบรับคำเชิญจากกองทัพบกในการรับตำแหน่งโปรโมเตอร์ประจำสนามมวยเวทีลุมพินีในครั้งนี้”

     “ลุมพินีได้รับการยกย่องว่าเป็นเมกกะมวยไทยแห่งหนึ่งของโลก ความร่วมมือกับ ONE ซึ่งเป็นโปรโมเตอร์ศิลปะการต่อสู้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผมมั่นใจว่าจะสามารถสร้างปรากฎการณ์ใหม่ และช่วยยกระดับมวยไทยไปสู่ระดับโลกได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยเราจะนำระบบการจัดการแข่งขันมาตรฐานเวิลด์คลาสของ ONE ที่เป็นสปอร์ต เอนเตอร์เทนเมนต์ มีความสนุกสนาน ตื่นเต้น เร้าใจ และมีเกณฑ์การตัดสินที่เที่ยงธรรมได้มาตรฐานสากล มาจัดให้แฟน ๆ ได้รับชมกันอย่างจุใจในชื่อศึก ONE LUMPINEE และยังต่อยอดสู่การเป็นคอนเทนต์ระดับโลกที่ช่วยโปรโมตประเทศไทยไปในตัว ถ่ายทอดสดไปมากกว่า 150 ประเทศทั่วโลก ผู้ชมมากกว่า 60 ล้านคนในทุกแพลตฟอร์ม"

     “สำคัญที่สุด เราพร้อมจะให้ค่าตอบแทนที่สูงที่สุดในประเทศไทยแก่นักมวยที่เข้าแข่งขันใน ONE LUMPINEE เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของนักกีฬา พร้อมเปิดกว้างให้ค่ายมวยทุกแห่งทั่วประเทศส่งนักมวยเข้าแข่งขัน หากใครทำผลงานได้ดีก็จะมีโอกาสก้าวเข้ามาเป็นนักกีฬาในสังกัดของ ONE หรือลงแข่งขันชิงแชมป์ในทัวร์นาเมนท์อื่น ๆ ของ ONE ได้ในอนาคต นอกจากนี้ยังจะมีการจัดอินเตอร์เนชันแนลไฟต์ ที่รวบรวมการแข่งขันศิลปะการต่อสู้ทั้ง มวยไทย มิกซ์มาเชียลอาร์ต (MMA) คิกบ็อกซิง ฯลฯ ทำให้การรับชมกีฬาการต่อสู้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น”

     ด้าน พล.อ.สุชาติ แดงประไพ กล่าวว่า “ทางกองทัพบกมีความตั้งใจอย่างมากที่จะยกระดับมวยไทยให้เป็นกีฬาอย่างแท้จริง เราหวังที่จะเห็นมวยไทยซึ่งไม่มีการพนันเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อที่จะผลักดันมวยไทยให้เป็นซอฟท์พาวเวอร์สู่ระดับโลก เราจึงมองหาโปรโมเตอร์ที่จะช่วยสร้างความสำเร็จนี้ให้เกิดขึ้นได้จริง จึงได้เชิญ ONE ซึ่งเป็นผู้จัดการแข่งขันศิลปะการต่อสู้ระดับโลกมาเป็นโปรโมเตอร์จัดศึก ONE LUMPINEE ในครั้งนี้”

     “แฟนๆ จะได้เห็นโปรดักชันดีไซน์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในวงการมวยไทย โดยจะมีการจัดแข่งขันเกิดขึ้นทุกสัปดาห์ เพื่อเปิดโอกาสให้นักกีฬาได้ลงแข่งขันอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้นอกจากจะช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมมวยไทยแล้ว ยังเป็นเหมือนสะพานที่เชื่อมวงการมวยไทยไปสู่ระดับโลกด้วย”

     “ทีมงานของสนามมวยเวทีลุมพินี และ ONE จะทำงานร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนกรรมการ และทีมงาน ซึ่งจะทำให้ช่วยเพิ่มองค์ความรู้ และประสบการณ์ให้กับบุคลากรในวงการมวยไทยบ้านเราได้เป็นอย่างดี ซึ่งเรามีผู้ตัดสินชาวไทยหลายคนที่มีความสามารถและฝีมือดี แต่ยังไม่มีโอกาสได้ทำงานในองค์กรใหญ่ระดับนานาชาติ การเข้ามาของ ONE จึงเป็นการเพิ่มโอกาสให้พวกเขาได้แสดงความสามารถสู่สายตาชาวโลกได้มากขึ้น และหากทำได้ดีก็มีโอกาสที่จะต่อยอดไปเป็นกรรมการในศึก ONE ได้ต่อไปในอนาคต”

     ทั้งนี้ ONE LUMPINEE จะระเบิดศึกนัดแรกรับศักราชใหม่ในเดือนมกราคม 2566 โดยจะจัดการแข่งขันทุกสัปดาห์ อย่างน้อย 52 ครั้งตลอดปี ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ สนามมวยเวทีลุมพินี เป็นศูนย์กลางของเมกกะมวยไทย ก้าวสู่การเป็นศูนย์รวมของศิลปะการต่อสู้อันหลากหลายในรูปแบบสปอร์ตเอนเตอร์เทนเมนต์และการท่องเที่ยวเชิงกีฬาที่สำคัญของไทย

     ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่แฟนเพจเฟซบุ๊ก ONE Championship Thailand และแฟนเพจ Lumpinee Boxing Stadium

Read More
การแข่งขันคณิตศาสตร์ด้วยเครื่องคิดเลขคาสิโอ ครั้งที่ 3 ประจำปีการศึกษา 2565 “CASIO Math Competition 2022” ตอบรับดีเกินคาด

การแข่งขันคณิตศาสตร์ด้วยเครื่องคิดเลขคาสิโอ ครั้งที่ 3 ประจำปีการศึกษา 2565 “CASIO Math Competition 2022” ตอบรับดีเกินคาด

การแข่งขันคณิตศาสตร์ด้วยเครื่องคิดเลขคาสิโอ ครั้งที่ 3 ประจำปีการศึกษา 2565
“CASIO Math Competition 2022”
     เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2565 ณ ห้อง Grand Hall 201-202 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร เข้าสู่การจัดงานครั้งที่ 3 แล้วกับการแข่งขันคณิตศาสตร์ด้วยเครื่องคิดเลขคาสิโอ “CASIO Math Competition 2022”ประจำปีการศึกษา 2565 สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมของทางบริษัท คาสิโอ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เซ็นทรัลเทรดดิ้ง จำกัด ร่วมกับ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1 ที่ส่งเสริมเด็กไทยให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ด้านคณิตศาสตร์ให้เกิดประสิทธิผล สามารถนำไปใช้ต่อได้ในอนาคต 
        คุณโยชิโนริ นากาจิม่า กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาสิโอ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การแข่งขันคณิตศาสตร์ด้วยเครื่องคิดเลขคาสิโอในปีนี้ มุ่งหมายให้เด็กนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ได้แสดงศักยภาพทางคณิตศาสตร์ควบคู่กับเครื่องคิดเลขวิทยาศาสตร์ เพื่อเตรียมความพร้อมแก่นักเรียนให้มีความรู้การใช้เครื่องคิดเลขวิทยาศาสตร์สำหรับต่อยอดในระดับอุดมศึกษา และได้ฝึกการทำงานร่วมกันเป็นทีมและเสริมสร้างความสามัคคี เป็นกิจกรรมที่กระตุ้นให้นักเรียนได้ทบทวนและเพิ่มพูนความรู้ทางคณิตศาสตร์ อีกทั้งช่วยส่งเสริมคุณครูคณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษา นำความรู้ที่ได้จากการอบรมครูไปถ่ายทอดลงสู่นักเรียนได้ด้วย ทางคาสิโอจึงมุ่งมั่นและสนับสนุนการจัดกิจกรรมการแข่งขันให้กับเด็ก ๆ ในครั้งนี้ เป็นอย่างมากเพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ใช้ความสามารถของตนเองอย่างแท้จริง”
        ในปีนี้ มีผู้เข้าร่วมแข่งขันระดับมัธยมศึกษารวม 191 คน ได้แก่ นักเรียนมัธยมต้น 88 คน และมัธยมปลาย 103 คน จากโรงเรียน 32 แห่ง จัดแบ่งเป็นทีม ทีมละ 2 คน โจทย์ที่ใช้ในการแข่งขันจัดสอบการแข่งขันในปีนี้มีความท้าทายกว่า 2 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้ นักเรียนได้ใช้เครื่องคิดเลขวิทยาศาสตร์มากขึ้น โดยการแข่งขันแบ่งเป็น 2 รอบ คือ รอบที่ 1 เป็นข้อสอบแบบปรนัย จำนวน 40 ข้อ และรอบที่ 2 เป็นข้อสอบแบบอัตนัย จำนวน 30 ข้อ เพื่อได้ทีมผู้ชนะในแต่ละช่วงชั้น ระดับมัธยมต้นและปลาย โดยนักเรียนจะต้องใช้เครื่องคิดเลขวิทยาศาสตร์คาสิโอ fx-991EX Classwiz เป็นตัวช่วยในการทดสอบ โรงเรียนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 ในครั้งนี้ในระดับมัธยมศึกษาต้น โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ได้แก่ เด็กชายธรรม์ณภพ เลิศบุญยพันธุ์  และเด็กหญิงชวัลญา เลาหเจริญสมบัติ กล่าวว่า "รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ในปีนี้ได้เข้าร่วมกิจกรรมการกับทาง Casio โดยได้ใช้เวลาในการเตรียมตัวฝึกซ้อมประมาณ 2 เดือน ได้ฝึกการใช้เครื่องคิดเลขทุกฟังก์ชัน พร้อมกับฝึกทดลองโจทย์ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขัน ภูมิใจมากที่รับรางวัลในครั้งนี้ จะตั้งใจฝึกฝนและพัฒนาตัวเองให้มีโอกาสได้เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งต่อๆไปอีกแน่นอน " ส่วนรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย ได้แก่ นายอาลิยาสุ​ อาเเว และ นายพงศกร ศรีมุงคุณ กล่าวว่า "ได้รับรางวัลชนะเลิศในพอได้รู้สึกดีใจมากครับ การเข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์ด้วยเครื่องคิดเลขคาสิโอเป็นอีกประสบการณ์ ที่ทำให้พวกเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้งานเครื่องคิดเลขและได้ฝึกการทำงานเป็นทีม และยังสามารถนำไปต่อยอดในการเรียนได้ระดับอุดมศึกษา"
Read More
GIZ จับมือ ทส. จัดกิจกรรม “Glocal Climate Change: Act Locally, Change Globally”

GIZ จับมือ ทส. จัดกิจกรรม “Glocal Climate Change: Act Locally, Change Globally”

GIZ ร่วมกับ ทส. จัดกิจกรรม “Glocal Climate Change: Act Locally, Change Globally”
     องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ร่วมกับ สำนักงานนโยบายเเละเเผนทรัพยากรธรรมชาติเเละสิ่งเเวดล้อม (สผ.) จัดกิจกรรม “Glocal Climate Change: Act Locally, Change Globally” ประกาศความสำเร็จความร่วมมือการดำเนินงานด้านนโยบาย ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (TGCP-Policy)
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

     (วานนี้ 19 ส.ค. 65) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีปิดโครงการและกิจกรรมสร้างความตระหนักแก่ภาคสาธารณะโครงการการดำเนินงานด้านนโยบาย ภายใต้แผนงานความร่วมมือไทย – เยอรมัน ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (TGCP-Policy) โดยมี นายชัยวัฒน์  ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายพิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช เลขาธิการสำนักงานนโยบายเเละเเผนทรัพยากรธรรมชาติเเละสิ่งเเวดล้อม (สผ.) นายไรน์โฮลด์ เอลเกส ผู้อำนวยการองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทยและมาเลเซีย นายโยฮัน แคเนอร์ ที่ปรึกษาทูตฝ่ายเศรษฐกิจ สถานทูตเยอรมัน ประจำประเทศไทย ดร.อังคณา เฉลิมพงศ์ ผู้อำนวยการโครงการการดำเนินงานด้านนโยบาย แผนงานความร่วมมือ ไทย-เยอรมัน ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (GIZ) พร้อมด้วยนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมชาวไทยและต่างประเทศ และสื่อมวลชน ร่วมงาน ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ 1 กรุงเทพฯ
     นายจตุพร กล่าวก่อนมอบโล่เกียรติคุณให้แก่ 10 จังหวัดนำร่องที่บูรณาการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในแผนพัฒนาจังหวัด ได้แก่ ยโสธร มหาสารคาม ตาก สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ชลบุรี จันทบุรี ชุมพร ระนอง และกรุงเทพมหานคร ว่า การวิเคราะห์ความเหมาะสมในการนำโมเดลของจังหวัดนำร่องในโครงการฯ ไปขยายผลในทุกจังหวัดของไทยมีความสำคัญอย่างมาก  ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)  จะประสานการทำงานในเรื่องนี้กับกระทรวงมหาดไทยต่อไป โดย ทส. ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงสิ่งแวดล้อม คุ้มครองธรรมชาติ ความปลอดภัยทางปรมาณูและคุ้มครองผู้บริโภค สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMUV) ภายใต้แผนงานปกป้องสภาพภูมิอากาศสากล (International Climate Initiative: IKI) ในโครงการดำเนินงานด้านนโยบายภายใต้แผนงาน ความร่วมมือไทย – เยอรมัน ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (TGCP-Policy) ซึ่งเป็น 1 ใน 5 ด้านความร่วมมือ (พลังงาน การจัดการขยะ การเกษตร การจัดการน้ำ และการจัดทำและขับเคลื่อนนโยบาย) ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (พ.ศ. 2561 – 2565) วงเงินรวม 650 ล้านบาท โดยมีสำนักงานนโยบายเเละเเผนทรัพยากรธรรมชาติเเละสิ่งเเวดล้อม (สผ.) ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) เป็นหน่วยดำเนินงานหลัก โครงการ TGCP-Policy ให้การสนับสนุนประเทศไทยในการจัดทำยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ การยกระดับเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด การยกร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดทำแนวทางควบคุมคุณภาพข้อมูลกิจกรรมสำหรับการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการขับเคลื่อนประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ผ่านการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดอย่างบูรณาการและมีส่วนร่วม
นายไรน์โฮลด์ เอลเกส ผู้อำนวยการองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศ ของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทยและมาเลเซีย

     ด้าน นายไรน์โฮลด์ เอลเกส ผู้อำนวยการองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศ ของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทยและมาเลเซีย กล่าวชื่นชมประเทศไทยที่ได้ประกาศเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ท้าทาย ซึ่งสร้างความชัดเจนเชิงนโยบาย และเป็นการประกาศเจตนารมณ์ที่จะยกระดับการขับเคลื่อนนโยบายไปสูาการปฏิบัติในระยะต่อจากนี้ องค์กร GIZ ยินดีอย่างยิ่งที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนประเทศไทยในหลายภาคส่วนให้บรรลุเป้าหมายที่ท้าทายนี้ พร้อมกันนี้ได้แสดงความยินดีต่อ ทส กับความสำเร็จในการจัดงาน Thailand Climate Action Conference (TCAC) เมื่อวันที่ 5-6 สิงหาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ทส มีความพร้อมและความก้าวหน้าในการสร้างเครือข่ายกับทุกภาคส่วน รวมถึงภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม
     พิธีปิดโครงการและกิจกรรมสร้างความตระหนักแก่ภาคสาธารณะโครงการการดำเนินงานด้านนโยบาย ภายใต้แผนงานความร่วมมือไทย – เยอรมัน ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (TGCP-Policy) GIZ ร่วมกับ สผ. จัดกิจกรรม “Glocal Climate Change: Act Locally, Change Globally” ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ 1 ตลอดทั้งวัน ภายในงานมีการมอบโล่เกียรติคุณให้แก่ 10 จังหวัดนำร่อง นายชัยวัฒน์  ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาแสดงบทบาทและบริบทของกระทรวงมหาดไทยที่จะร่วมมือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการจัดการภัยพิบัติและการดูแลให้ประชาชนในพื้นที่สามารถจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ กิจกรรม Climate Action Talk: “From Science to Policy to Action on the Ground” จากเหล่ากูรูด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ รศ.ดร.บัณฑิต ลิ้มมีโชคชัย จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร. กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์  จาก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) นายศิระ ลีปิพัฒนวิทย์ ผู้ประกอบการเรือไฟฟ้าเช่าเหมาลำ “สุขสำราญ” และ ดร. สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ อดีตประธานมูลนิธิโลกสีเขียว 
     นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Movie & Talk ฉายภาพยนตร์เรื่อง ““Breaking boundaries” โดยมี “ยอด-บอล” จากรายการ “หนังพาไป” พร้อมด้วย ดร.เพชร มโนปวิตร จากมูลนิธิโลกสีเขียว รวมพูดคุย ต่อด้วยกิจกรรม Youth Climate Ready Workshop ซึ่งได้รับความสนใจจากนิสิตนักศึกษาเข้าร่วมกว่า 40 คน โดยในกิจกรรมได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาออกแบบการสื่อสารเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเป็นผู้นำในการขับเคลื่อน Climate Change ในกลุ่มเยาวชนต่อไป และยังมีส่วนนิทรรศการแสดงผลการดำเนินการโครงการฯ รวมถึงกิจกรรมร่วมแบ่งปันไอเดียจากผู้เข้าร่วมงานและผ่านช่องทางออนไลน์ในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองโลกที่จะรับมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อโลกร่วมกัน
     ทั้งนี้ ต่อเนื่องจากโครงการ TGCP-Policy ทส. ยังได้รับการสนับสนุนจากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ในการดำเนินโครงการ Climate, Coastal, and Marine Biodiversity (CCMB) ซึ่งมี สผ. และ GIZ เป็นหน่วยงานดำเนินงานหลัก โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (พ.ศ. 2565 - 2570) วงเงินประมาณ 360 ล้านบาท เพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในปี ค.ศ. 2065 และขยายขอบเขตการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เชื่อมโยงกับการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะความหลากหลายชีวภาพทางทะเลและชายฝั่ง นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้รับการสนับสนุนโครงการอื่น ๆ ด้านพลังงานและขนส่ง และการรับมือต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่เมือง อีกประมาณ 1,290 ล้านบาท
     สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีถือเป็นต้นแบบที่ดีในการตั้งเป้าหมายและขับเคลื่อนการดำเนินงาน ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง อีกทั้งยังคงให้การสนับสนุนด้านการเงิน องค์ความรู้ และเทคนิควิชาการ กับประเทศกำลังพัฒนาตามที่ได้ให้คำมั่นไว้ตามความตกลงปารีสมาโดยตลอด รวมถึงประเทศไทยที่ได้รับความร่วมมือในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาตลอดระยะเวลา 13 ปี ทั้งในสาขาพลังงาน คมนาคมขนส่ง อุตสาหกรรม น้ำ เกษตร การท่องเที่ยว และของเสีย วงเงินกว่า 3,810 ล้านบาท ทั้งนี้ ทส. จะได้ขยายความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในรูปแบบความร่วมมือทวิภาคีและพหุพาคี เพื่อการสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายของประเทศไทยต่อไป
Read More
ร่วมชิงไหวพริบ แก้โจทย์คณิตศาสตร์ CASIO Math Competition 2022” พฤหัสบดีที่ 1 ก.ย. นี้ ณ ไบเทค บางนา

ร่วมชิงไหวพริบ แก้โจทย์คณิตศาสตร์ CASIO Math Competition 2022” พฤหัสบดีที่ 1 ก.ย. นี้ ณ ไบเทค บางนา

การแข่งขันคณิตศาสตร์ด้วยเครื่องคิดเลขคาสิโอ ครั้งที่ 3 ประจำปีการศึกษา 2565 “CASIO Math Competition 2022” วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน 2565 8:00 – 15:30 น. ณ ห้อง Grand Hall 201-202 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร
     บริษัท คาสิโอ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด เตรียมจัดการแข่งขันคณิตศาสตร์ด้วยเครื่องคิดเลขคาสิโอ ครั้งที่ 3 ประจำปีการศึกษา 2565 “CASIO Math competition 2022” ชิงโล่รางวัลและทุนสนับสนุนการศึกษาจากบริษัท คาสิโอ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ในวันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน 2565 ณ ห้อง Grand Hall 201-202 ศูนย์นิทรรศการ และการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร
     ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ทางคาสิโอได้ร่วมมือกับมูลนิธิครูของแผ่นดินจัดการแข่งขันตอบปัญหาคณิตศาสตร์ (CASIO Math Competition) ระดับมัธยมศึกษา จำนวน 2 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 จัดแข่งขันวันที่ 18 ธันวาคม 2561 ณ โรงเรียนสันติราษฎร์ วิทยาลัย กรุงเทพมหานคร และครั้งที่ 2 จัดแข่งขันวันที่ 22 มกราคม 2563 ณ 3 สนามสอบ ใน 3 จังหวัด (กรุงเทพมหานคร อุบลราชธานี และสุราษฎร์ธานี) ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี มีนักเรียนในเขตกรุงเทพมหานครและในพื้นที่จังหวัดดังกล่าวเข้าร่วมการแข่งขันเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ในปีนี้ทางบริษัท คาสิโอ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด จึงได้จัดการแข่งขันคณิตศาสตร์ด้วยเครื่องคิดเลขคาสิ โอ ครั้งที่ 3 (CASIO Math Competition 2022) โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อขยายการใช้งานเครื่องคิดเลขวิทยาศาสตร์ให้มากขึ้น ส่งเสริมและกระตุ้นคุณครูและนักเรียน ให้ทราบถึงประโยชน์และใช้เครื่องคิดเลขประกอบการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ อันนำไปสู่การพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของนักเรียน และสร้างโอกาสให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาได้แสดงศักยภาพทางคณิตศาสตร์ควบคู่กับเครื่องคิดเลขวิทยาศาสตร์ พร้อมกับได้ฝึกการทำงานร่วมกันเป็นทีมและเสริมสร้างความสามัคคี อีกทั้งได้พัฒนาทักษะการใช้เครื่องคิดเลขวิทยาศาสตร์ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเรียนระดับอุดมศึกษา ตลอดจนเข้าใจวิธีคิดวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาทางคณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ  
     สำหรับในปีนี้ ทางคาสิโอได้จัดการแข่งขันคณิตศาสตร์ด้วยเครื่องคิดเลขคาสิโอ โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) มาเป็นที่ปรึกษาอีกด้วย ซึ่งการแข่งขันจะจัดขึ้น ณ ห้อง Grand Hall 201-202 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร ผู้เข้าแข่งขันประกอบไปด้วยนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายจากสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยการแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 รอบ รอบแรกจะเป็นการตอบคำถามแบบตัวเลือก และรอบสุดท้ายจะเป็นการตอบคำถามแบบเติมคำตอบเอง โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 1 วัน ตั้งแต่เวลา 8:00 – 15:30 น. ในวันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน 2565 
Read More
สถาบัน NEA แถลงภาพความสำเร็จของสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ เปิดกิจกรรม Open House NEA 2022

สถาบัน NEA แถลงภาพความสำเร็จของสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ เปิดกิจกรรม Open House NEA 2022

สถาบัน NEA เปิดภาพความสำเร็จของสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ จัดกิจกรรม (Open House NEA 2022) 
     สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ (Open House NEA 2022) โดยได้รับเกียรติจาก นางอารดา เฟื่องทอง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เป็นประธานในพิธีกล่าวเปิดงานในครั้งนี้ โดยภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการเปิดภาพความสำเร็จของสถาบัน NEA ในการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการไทยให้เท่าทันกระแสโลกและนอกจากนี้ยังได้ร่วมพูดคุยและสัมภาษณ์ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจหลังจากได้เข้าร่วมการอบรมจากทางสถาบัน NEA ณ True Digital Park ในวันพฤหัสบดี ที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๕ ที่ผ่านมา
นางอารดา เฟื่องทอง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
     นางอารดา เฟื่องทอง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า สถาบัน NEA เป็นหน่วยงานภายใต้การดำเนินงานของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งถือเป็นองค์กรชั้นนำในการพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้มีศักยภาพพร้อมสำหรับการแข่งขันในเวทีการค้ายุคใหม่ โดยเริ่มก่อตั้งและดำเนินงานมาเป็นเวลากว่า 5 ปี โดยในปี 2565 ที่ผ่านมา สถาบัน NEA ได้กระจายองค์ความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการทั่วประเทศไปแล้วกว่า 47,789 ราย ดำเนินการจัดอบรมไปแล้วทั้งสิ้น 75 หลักสูตร 38 กิจกรรม ซึ่งได้รับ  การตอบรับจากผู้ประกอบการอย่างล้นหลามโดยยืนหยัดคู่ผู้ประกอบการไทยเสมือนเป็นพี่เลี้ยงทางการค้า ที่ไม่เพียงแต่ให้ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นที่ปรึกษา รับฟัง ให้คำแนะนำ ตลอดจนพัฒนาหลักสูตรการอบรมให้เท่าทันกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่เสมอ 
     ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 และสถานการณ์การค้าโลกที่ผันผวนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในทุกมิติ สถาบัน NEA ต้องตั้งรับ ปรับตัว เปลี่ยนรูปแบบการอบรมให้สอดรับกับการดำเนินชีวิตวิถีใหม่ ด้วยหลักสูตรการค้าแห่งโลกอนาคตที่จะพลิกโฉมการอบรมสัมมนารูปแบบเก่าไปอย่างสิ้นเชิง อาทิ การจัดอบรมในรูปแบบ Virtual Training ที่ผู้เข้าอบรมสามารถทำกิจกรรม workshop เสมือนอยู่ในสถานที่แห่งเดียวกัน หรือการจัดอบรมในรูปแบบ Hybrid ที่รองรับผู้เข้าอบรมแบบ Onsite และผู้เข้าอบรมแบบ Online ในเวลาเดียวกัน เป็นต้น โดยวิกฤติโรคระบาดโควิด 19 ได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า สถาบัน NEA สามารถตั้งรับ ปรับตัวให้เข้ากับสภาวการณ์ต่างๆ ของโลกได้อย่างไร้รอยต่อ ที่แม้จะไม่ได้เจอกันแบบ Face to Face แต่คุณภาพการอบรมกลับไม่ลดลงเลย นางอารดา เฟื่องทอง กล่าว
     นอกจากนี้ นางอารดา เฟื่องทอง ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ดิฉันขอขอบคุณท่านผู้มีเกียรติ สื่อมวลชน และผู้ประกอบการทุกท่านที่ให้เกียรติร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงาน Open House ของสถาบัน NEA ในวันนี้ และขอความกรุณาสื่อมวลชนทุกท่านช่วยเป็นกระบอกเสียงในการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารโครงการไปยังผู้ประกอบการไทยอย่างทั่วถึง เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยทุกระดับสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการทำธุรกิจ ตลอดจนนำองค์ความรู้ที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการของสถาบัน NEA ไปต่อยอดและปรับใช้ เพื่อยกระดับความพร้อม  ในการก้าวเข้าสู่เวทีการค้าระหว่างประเทศในยุคการค้าสมัยใหม่อย่างเข้มแข็ง และเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป ขอบคุณค่ะ 
     โดยภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการภาพความสำเร็จของผู้ประกอบการไทยผ่านหลักสูตรต่างๆ ของทางสถาบันที่ได้จัดให้มีการเข้าร่วมอบรมซึ่งมีหลากหลายหลักสูตรที่ทางสถาบันได้คิดค้นและพัฒนาเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ผู้ประกอบการไทยทั้ง หลักสูตรความรู้พื้นฐานด้านการค้าระหว่างประเทศ หลักสูตรสร้างช่องทางการตลาด หลักสูตรสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ส่งออกและเครือข่าย เป็นต้น นอกจากนี้ภายในงานยังมี ไฮไลท์สุดพิเศษโดยการร่วมพูดคุยและบอกเล่าเรื่องราวภาพแห่งความประทับใจของผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจหลังจากได้เข้าร่วมการอบรมกับทางสถาบัน NEA อีกด้วย อาทิ คุณพรพิมล ปักเข็ม ประธานกรรมการบริหาร บริษัทเพนนิน เพนนี พาทิซเซอรี่ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย pennii premium popcorn (ป๊อปคอร์นที่ใส่ใจสุขภาพ) คุณรัชกฤช รักติประกร ผู้ก่อตั้ง บริษัท N.R.P. INTERTRADE.CO.,LTD ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย ผลไม้อบแห้ง แบรนด์ RATCHA FRUITS รวมถึงรวมพูคุยกับเหล่าน้อง ๆ Gen Z Ambassador จากหลักสูตรเศรษฐกิจกระแสใหม่ โดยได้รับเกียรติจาก คุณจิรชัย ตั้งกิจงามวงศ์ ผู้ก่อตั้ง แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ไม้ “ดีสวัสดิ์” (DEESAWAT) วิทยากรจากโครงการ NEA BizTalk ก้าวทันการค้าโลก รับหน้าที่เป็นวิทยากรดำเนินกิจกรรม โดยบรรยากาศภายในงานอัดแน่นไปด้วยภาพความประทับใจและความสนุกสนานจากผู้ประกอบการและแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่ได้เข้าร่วมรับชมนิทรรศการในครั้งนี้
     นอกจากนี้ พิธีการช่วงเช้า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังให้เกียรติเป็นประธานให้โอวาทพิเศษในพิธีสรุปผลโครงการกระจายความรู้สู่ผู้ประกอบการยุคใหม่ ( From Gen Z to be CEO) ซึ่งเป็นโครงการที่เกิดขึ้นภายใต้นโยบายของนายจุรินทร์ เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการให้เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการที่เป็นคนรุ่นใหม่ จัดอบรมหลักสูตรเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โดยมี CEOs และวิทยากรที่มีชื่อเสียงระดับประเทศร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ พร้อมมอบประกาศนียบัตรให้กับ Gen Z ที่ทำคะแนนสูงสุด 100 ลำดับแรก รางวัลสถาบันการศึกษาดีเด่นและบุคลากรดีเด่น และมอบรางวัล Gen Z Ambassadors สำหรับผู้ที่ทำคะแนนสูงสุด 4 รายจากผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมดกว่า 15,847 ราย
Read More
เริ่มแล้ว! สมัชชาฯ เฉพาะประเด็น ‘ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพฯ ฉ.3’ แสวงหาฉันทมติสร้างเข็มทิศสุขภาพไทย

เริ่มแล้ว! สมัชชาฯ เฉพาะประเด็น ‘ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพฯ ฉ.3’ แสวงหาฉันทมติสร้างเข็มทิศสุขภาพไทย

สช.พร้อมภาคีเครือข่ายร่วมเปิดฉากเวที “สมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น” ให้ความเห็น-ข้อเสนอต่อเนื้อหา “ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 3” วางเข็มทิศกำหนดอนาคตนโยบาย-ยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพของประเทศ พร้อมสร้างพันธสัญญาในการขับเคลื่อน มุ่งเป้าสู่การสร้างระบบสุขภาพที่เป็นธรรม-ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังในระยะ 5 ปี
     เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2565 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กรมประชาสัมพันธ์ พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย ร่วมกันจัดเวทีสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 3 เพื่อรับฟังความเห็นต่อ (ร่าง) ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 3 ทั้งรูปแบบ on-site และ online โดยมี ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และรองประธานกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิด ณ อาคารหอประชุม กรมประชาสัมพันธ์
     ดร.สาธิต เปิดเผยว่า สุขภาพนั้นเป็นเรื่องของทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทเรียนจากการระบาดของโควิด-19 ทำให้เราเห็นชัดเจนแล้วว่าเรื่องของสุขภาพ ไม่ใช่เพียงเรื่องของบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น แต่ทุกคนในสังคมล้วนมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรค รวมถึงการดูแลซึ่งกันและกัน เช่นเดียวกับเนื้อหาตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ที่ระบุไว้ชัดเจนว่านอกจากสุขภาพกายแล้ว ยังต้องมองรวมไปถึงสุขภาพจิต สุขภาพทางปัญญา และสุขภาพของสังคมด้วย
     ทั้งนี้ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติฯ ยังได้กำหนดให้มีการจัดทำ “ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ” เพื่อใช้เป็นกรอบและแนวทางในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และการดำเนินงานด้านสุขภาพของประเทศ โดยเมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบแล้ว ให้มีผลผูกพันหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตน พร้อมกำหนดให้ต้องมีการทบทวนอย่างน้อยทุก 5 ปี ซึ่งธรรมนูญฯ ฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้เป็นฉบับที่ 2 ที่ได้มีการประกาศใช้เมื่อปี 2559 มาถึงขณะนี้ที่กำลังมีการทบทวนและจัดทำธรรมนูญฯ ฉบับที่ 3
     “ธรรมนูญระบบสุขภาพฯ เปรียบเสมือนเป็นภาพอนาคตของระบบสุขภาพไทย ที่ทุกคนสามารถนำไปใช้อ้างอิงในการทำงานได้โดยฉบับที่ 3 นี้ได้ปรับให้มีความสอดคล้องมากขึ้นกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งเทคโนโลยี โรคระบาดใหญ่ การก้าวสู่สังคมสูงวัย จึงเห็นได้ว่าสุขภาพนั้นเป็นเรื่องที่กว้างมาก และไม่ได้เป็นแค่เรื่องของ สธ.เท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หน่วยงาน องค์กร กลไกต่างๆ ทั้งในส่วนกลางและพื้นที่ รวมถึงคนในชุมชน ที่ล้วนมีบทบาทในการร่วมกำหนดสุขภาพของเราและของประเทศ ผ่านการสร้างธรรมนูญฯ ในวันนี้ ที่จะถูกนำไปขับเคลื่อนได้จริงต่อไป” ดร.สาธิต กล่าว
     ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ประธานกรรมการจัดทำธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 3 กล่าวว่า ในกระบวนการจัดทำธรรมนูญฯ ฉบับนี้ได้ยึดหลักความสอดคล้องกับนโยบาย การทำงานวิชาการและมีหลักฐานเชิงประจักษ์ความเป็นเจ้าของ การมีส่วนร่วม และการรับรู้เรียนรู้ของสังคมเป็นสำคัญ ซึ่งในขั้นตอนก่อนการยกร่างนั้น ได้มีการรับฟังความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิและภาคีหลากหลายภาคส่วน โดยได้มีการกำหนดเป้าหมายของธรรมนูญฯ ในระยะ 5 ปีไว้ว่า “ระบบสุขภาพที่เป็นธรรม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
     สำหรับการจัดเวทีสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นฯ ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้รับฟังความเห็นและให้ข้อเสนอแนะในประเด็นสำคัญของร่างธรรมนูญฯ ฉบับที่ 3 เพื่อให้เกิดข้อตกลงร่วมกันในการขับเคลื่อนธรรมนูญระบบสุขภาพฯ โดยความเห็นของทุกภาคส่วนในวันนี้ ทางคณะกรรมการจัดทำฯ จะรับฟังไว้ทั้งหมดและนำไปปรับแก้ไขร่างธรรมนูญฯ เพื่อนำเข้าสู่คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(คสช.) พิจารณาเห็นชอบก่อนเสนอต่อ ครม. รัฐสภา และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป
     “บทเรียนของโควิด-19 ทำให้พวกเราเห็นชัดเจนว่าความเหลื่อมล้ำยังคงมีอยู่จริง และหากไม่จัดการแล้วก็จะยิ่งมีช่องว่างมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันสุขภาพก็ไม่ใช่เรื่องของปัจเจก แต่เป็นเรื่องของทุกคนและของสังคมโลกด้วย หรือที่เราเรียกว่า one world one destiny มีสุขก็สุขด้วยกัน มีทุกข์ก็ทุกข์ด้วยกัน ดังนั้นธรรมนูญฯ ฉบับนี้ จึงมีแนวคิดสำคัญที่การมองระบบสุขภาพแบบองค์รวม ให้ความสำคัญกับปัจจัยแวดล้อม การพัฒนาศักยภาพคน และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพราะระบบสุขภาพที่ดีและเป็นธรรม จะนำมาซึ่งความยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ตามแนวคิด SDGs นั่นเอง” ดร.สุวิทย์กล่าว
     ขณะที่ นางทัศนีย์ ผลชานิโก รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า การสื่อสารทางสังคม เป็นประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญในกระบวนการจัดทำธรรมนูญระบบสุขภาพฯ ทางกรมประชาสัมพันธ์จึงยินดีรับบทบาทในการสร้างความเข้าใจ และการสื่อสารสาระสำคัญของธรรมนูญฯ ฉบับนี้ให้กับภาคีในทุกภาคส่วน ทุกภูมิภาคของประเทศไทย ผ่านช่องทางสื่อต่างๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสามารถนำธรรมนูญฯ ไปขับเคลื่อนร่วมกันได้ต่อไป
     ด้าน นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า นอกจากการรับฟังความเห็น สร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมแล้ว สมัชชาสุขภาพฯ ในครั้งนี้ยังเป็นเวทีของการสร้างพันธสัญญาในการขับเคลื่อนร่วมกัน ของแต่ละหน่วยงาน องค์กร หรือแม้แต่ในระดับชุมชน บุคคล ที่สามารถนำเนื้อหาของธรรมนูญฯ ฉบับนี้ไปปรับใช้ได้ตามบทบาทและหน้าที่ของตน เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายของระบบสุขภาพที่เป็นธรรม โดยหลังจากเวทีในวันนี้ ทาง สช. ยังจะมีการเดินหน้าทำความเข้าใจเพื่อการขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ทั้ง 13 เขตสุขภาพ ผ่านกลไกของคณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กขป.) ควบคู่กันไปด้วย
Read More

ช่อง copthai tv สถานีทีวีตำรวจ

Sponsor

AD BANNER