"มหกรรมสินค้าเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์" (GOOD FOOD GOOD FRESH)’ โดย ‘กำแพงเพชร’ ผนึกกลุ่มภาคเหนือตอนล่าง ๒

"มหกรรมสินค้าเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์" (GOOD FOOD GOOD FRESH)’ โดย ‘กำแพงเพชร’ ผนึกกลุ่มภาคเหนือตอนล่าง ๒

‘กำแพงเพชร’ นำกลุ่มภาคเหนือตอนล่าง ๒
จัดงาน ‘สินค้าเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์’
นายประดิษฐ ภู่พัด พาณิชย์จังหวัดนครสวรรค์ เป็นประธานพิธีเปิดการจัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้า "มหกรรมสินค้าเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์" (GOOD FOOD GOOD FRESH) ณ ศูนย์การค้า เซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นางพนิดา วานิชรัตน์ พาณิชย์จังหวัดกำแพงเพชร, นายประเสริฐ ฝ่ายชาวนา พาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่, ผู้แทนพาณิชย์จังหวัดพิจิตร, ผู้แทนพาณิชย์จังหวัดอุทัยธานี, ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่ และ หัวหน้าส่วนราชการ ร่วมงาน ชมมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินลูกทุ่งชื่อดัง ยิ่งยง ยอดบัวงาม โดยมี ดีเจอรรณพ กิตติกุล ทำหน้าที่พิธีกรของงาน
     เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๓ เวลา ๑๖.๓๐-๑๙.๐๐ น. ณ ศูนย์การค้า เซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายประดิษฐ ภู่พัด พาณิชย์จังหวัดนครสวรรค์ ได้เป็นประธานในพิธีเปิดงานแสดงและจำหน่ายสินค้า "มหกรรมสินค้าเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์" (GOOD FOOD  GOOD FRESH) พร้อมด้วย นางพนิดา วานิชรัตน์ พาณิชย์จังหวัดกำแพงเพชร, นายประเสริฐ ฝ่ายชาวนา พาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่, ผู้แทนพาณิชย์จังหวัดพิจิตร, ผู้แทนพาณิชย์จังหวัดอุทัยธานี, ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่ และ หัวหน้าส่วนราชการ ร่วมงาน ชมมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินลูกทุ่งชื่อดัง ยิ่งยง ยอดบัวงาม โดยมี ดีเจ อรรณพ กิตติกุล ทำหน้าที่พิธีกรของงาน
     สำนักงานพาณิชย์ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ๒ (จังหวัดนครสวรรค์, กำแพงเพชร, พิจิตร, อุทัยธานี) โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดกำแพงเพชร จัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้า "มหกรรมสินค้าเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์" ตามโครงการส่งเสริมและเพิ่มช่องทางการตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ในระหว่างวันที่ ๑๐-๑๓ กันยายน ๒๕๖๓ เวลา ๐๙.๐๐-๒๐.๐๐ ณ ศูนย์การค้า เซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
     การจัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้า "มหกรรมสินค้าเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์" มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริม สร้างโอกาสและเชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัย, เกษตรอินทรีย์ ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ๒ ออกสู่ผู้บริโภคในภาคเหนือ, สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกร/กลุ่มเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน/ผู้ประกอบการ สินค้าเกษตรปลอดภัย/เกษตรอินทรีย์ ให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ในการบริหารจัดการและประกอบธุรกิจการค้า สามารณแข่งขันได้ ภายใต้ระบบการค้าเสรี เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรปลอดภัย/เกษตรอินทรีย์ ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย พร้อมทั้งกระตุ้นให้เกิดการบริโภคมากยิ่งขึ้น โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ เกษตรกร/ผู้ประกอบการสินค้าเกษตร, เกษตรปลอดภัย, เกษตรอินทรีย์, สินค้าเกษตรแปรรูป และอื่นๆ
     นายประดิษฐ ภู่พัด พาณิชย์จังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่า ตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ซึ่งกำหนดวิสัยทัศน์ สู่ความมั่งคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยในด้านความยั่งยืน กำหนดให้มีการพัฒนาที่สามารถสร้างความเจริญ รายได้ และคุณภาพชีวิตของประชาชน ให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจที่ไม่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินพอดี การผลิตและการบริโภคเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร และสร้างมูลค่าเพิ่มภายใต้แนวคิดเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ ควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ให้มีความหลากหลายสอดคล้องกับความต้องการของตลาด
     กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ เป็นกลุ่มจังหวัดที่ให้ความสำคัญด้านการเกษตร โดยกำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาผลผลิตและสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน รองรับความต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งสินค้าอินทรีย์นั้น ได้รับมาตรฐานทางการเกษตรอินทรีย์บ้าง แต่ยังไม่แพร่หลาย โดยระบบการผลิตจะเน้นการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและเทคโนโลยีแบบง่าย ผลผลิตที่ได้เป็นประเภท ผัก, ผลไม้, สมุนไพร ที่ไม่ใช่อาหาร ข้าวและธัญพืช เพื่อบริโภคในครัวเรือนและพัฒนาเชิงพาณิชย์ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการส่งเสริมและเพิ่มช่องทางการตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัย/เกษตรอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการส่งมอบอาหารที่ปลอดภัยจากสารเคมี เกิดการเชื่อมโยงตลาดและมีการขยายตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัย/เกษตรอินทรีย์ ให้มากยิ่งขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผู้บริโภคได้บริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงทำให้เกิดการจัดงาน “มหกรรมสินค้าเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์” ซึ่งเป็นการนำสินค้าเกษตรปลอดภัย/เกษตรอินทรีย์ และสินค้าแปรรูปจากสินค้า เกษตรของจังหวัดนครสวรรค์, กำแพงเพชร, พิจิตร และ อุทัยธานี มาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภค
     การจัดงานในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ที่ให้การสนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้อย่างดียิ่ง ที่จะช่วยเปิดโอกาสให้เกษตรกร/ผู้ประกอบที่เข้าร่วมงาน ได้ประชาสัมพันธ์เผยแพร่สินค้าของตนให้เป็นที่รู้จัก สามารถสร้างโอกาสทางการตลาดและรายได้ ทำให้การจัดงาน “มหกรรมสินค้าเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์” ในครั้งนี้ ประสบผลสำเร็จและบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
     ด้าน นางพนิดา วานิชรัตน์ พาณิชย์จังหวัดกำแพงเพชร กล่าวว่า ปัจจุบันความต้องการ การบริโภคสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐาน มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศที่มีกำลังชื้อสูง ผู้บริโภคยุคใหม่หันมาให้ความสำคัญกับการบริโภคสินค้าเกษตรปลอดภัยมากขึ้น กระแสการเอาใจใส่ต่อสุขอนามัย การให้ความสำคัญต่อการบริโภคสินค้าเกษตรปลอดภัย สภาพความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของประชากรโลกที่ดีขึ้น เป็นสิ่งช่วยกระตุ้นให้ความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยมีคุณภาพและได้มาตรฐานเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ นโยบายรัฐบาลปัจจุบัน จึงให้ความสำคัญในเรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่มในตัวสินค้าเกษตร เช่น การส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตสินค้าให้มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล และตรงกับความต้องการของตลาด การส่งเสริมให้เกษตรกรมีการแปรรูปสินค้าเกษตรในรูปแบบและวิธีการต่างๆ  การส่งเสริมให้มีการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้ต่างๆ อย่างเหมาะสม การส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตสินค้าตามความต้องการของตลาด ตลอดจนถึงการใช้กลไกการตลาดดูแลสินค้าเกษตร พร้อมทั้งแสวงหาตลาดที่มีศักยภาพ เพื่อรองรับการแข่งขัน นำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในอาชีพ เพื่อให้สอดรับตามนโยบายรัฐบาล จึงได้ดำเนินโครงการส่งเสริมและเพิ่มช่องทางการตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัย ประกอบด้วย 2 กิจกรรม ได้แก่ 1) การจัดสัมมนา (Forum) สร้างการรับรู้และกระตุ้นให้เกิดการบริโภค 2) การจัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้า “งานมหกรรมสินค้าเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์
     การจัดงาน “มหกรรมสินค้าเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์” ในครั้งนี้เป็นการดำเนินงานตามโครงการส่งเสริมและเพิ่มช่องทางการตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เพื่อให้กลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย เกษตรกร/ผู้ประกอบการสินค้าเกษตร เกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ สินค้าแปรรูป และอื่นๆ ภายในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 (จังหวัดนครสวรรค์ กำแพงเพชร พิจิตร อุทัยธานี) มีช่องทางการจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้น


     กิจกรรมการจัดงาน “มหกรรมสินค้าเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์” (GOOD FOOD  GOOD FRESH) จัดระหว่างวันที่ 10-13 กันยายน 2563 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่ โดยได้รวบรวมสินค้าเกษตรปลอดภัย/เกษตรอินทรีย์ และสินค้าเกษตรแปรรูปของจังหวัดนครสวรรค์, กำแพงเพชร, พิจิตร และ อุทัยธานี รวมจำนวน 60 ราย นอกจากนี้ยังมีพื้นที่สำหรับเวทีกิจกรรมสินค้านาทีทอง การแสดงศิลปวัฒนธรรม การแสดงดนตรี เพื่อสร้างความบันเทิงให้กับผู้เข้าชมงานตลอดช่วงเวลาการจัดงานเป็นประจำทุกวัน
Read More
ธ.ไทยเครดิต ฯ  เสริมแกร่งผู้ประกอบการ อบรมโครงการพ่อค้าแม่ค้าพากเพียร จ.นครศรีธรรมราช

ธ.ไทยเครดิต ฯ เสริมแกร่งผู้ประกอบการ อบรมโครงการพ่อค้าแม่ค้าพากเพียร จ.นครศรีธรรมราช

ธ.ไทยเครดิต ฯ จัดอบรมโครงการพ่อค้าแม่ค้าพากเพียร เติมความรู้สู่ภูมิภาค ที่ จ.นครศรีธรรมราช
     นครศรีธรรมราช 24 สิงหาคม 2563 - ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) จัดอบรมโครงการพ่อค้าแม่ค้าพากเพียร ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยในเขตพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้ความรู้ด้านการบริหารเงิน และการทำธุรกิจผ่านสื่อออนไลน์ ตอบรับกระแสสังคมไร้เงินสด ภายใต้การนำของ นายกมลภู ภูริดิฐสกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริหารธุรกิจไมโครไฟแนนซ์และสาขาสินเชื่อ เมื่อวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2563 ณ โรงแรมทวินโลตัส จ.นครศรีธรรมราช
     นายกมลภู กล่าวว่า “ธนาคารไทยเครดิต ฯ เป็นธนาคารที่ดูแลสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย มีความตระหนักและเป็นห่วงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เห็นได้จากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจออนไลน์และการซื้อขายสินค้าผ่านแอปพลิเคชั่นต่างๆ ธนาคารจึงได้จัดอบรมโครงการพ่อค้าแม่ค้าพากเพียรขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ได้อย่างทั่วถึง”
     การจัดอบรมในครั้งนี้เน้นกระจายความรู้ให้พ่อค้าแม่ค้าในตลาด ทั้งเรื่องการออมเงิน การนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และแอปพลิเคชั่นต่างๆ มาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการซื้อขาย อย่างการรับ-โอนเงินผ่านระบบไมโครเพย์ อี-วอลเล็ท (Micro Pay e–Wallet) เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้าสามารถปรับตัวให้เข้ากับการทำธุรกิจในยุคสังคมไร้เงินสดได้ นับเป็นการต่อยอดการให้ความรู้ทางการเงินลงสู่ส่วนภูมิภาค หลังจากที่ก่อนหน้านี้ธนาคารได้จัดการอบรมในงาน “ไทยเครดิตแฟร์ ตลาดช่วยฟื้นฟูสุขภาพการเงิน” ซึ่งธนาคารร่วมกับพันธมิตร เปิดพื้นที่ให้พ่อค้าแม่ค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ยกร้านขึ้นมาขายในห้างฟรี ตามแนวคิด “Everyone Matters, Everyone Helps” เมื่อวันที่ 18-19 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา ณ ห้างสรรพสินค้าเอสพลานาด งามวงศ์วาน (แคราย)
Read More
"คนบันดาลไฟ AWARDS" ความภาคภูมิใจของคนขับเคลื่อนพลังไฟจากดวงตะวัน

"คนบันดาลไฟ AWARDS" ความภาคภูมิใจของคนขับเคลื่อนพลังไฟจากดวงตะวัน

กกพ. จับมือพันธมิตร 
ประกาศรางวัล 
"คนบันดาลไฟ AWARDS" 
เชิดชูเกียรติ บุคคล กลุ่มคน และ องค์กร 
ผู้ร่วมขับเคลื่อนพลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้
คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)  ผนึกกำลังร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร จัดงานมอบรางวัล "คนบันดาลไฟ AWARDS" ครั้งที่ 1 รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ เพื่อเชิดชูแนวคิดของ บุคคลกลุ่มคน และ องค์กร ที่ส่งเสริม และร่วมสร้างสังคมในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดโซลาร์เซลล์ และสร้างความตระหนัก สนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้ พร้อมสร้างเครือข่ายและส่งเสริมการมีส่วนร่วมเพื่อการใช้พลังงานได้อย่างประหยัด และมีประสิทธิภาพ ผ่านโครงการ "คนบันดาลไฟ" พลังงานไฟฟ้า พลังงานงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้ บัดนี้การเดินทางของ โครงการคนบันดาลไฟปีที่ 1 ได้เดินทางมาถึงจุดหมาย อันเป็นหมุดหมายสุดท้ายของโครงการฯ นั่นคือ การคัดสรรบุคคลและผลงานบันดาลไฟต้นแบบเพื่อรับการยกย่องและเชิดชู 
ดร. อรรชกา สีบุญเรือง กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันพลังงานที่นำมาผลิตไฟฟ้า ได้แก่ พลังงานถ่านหิน พลังงานความร้อนใต้พิภพ พลังงานจากเขื่อนกำลังจะหมดไป รัฐฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องหาพลังงานทางเลือกใหม่ ที่สามารถใช้ได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาทดแทน พลังงานทางเลือกใหม่ที่สะอาดและเข้าถึงได้ ต้นทุนต่ำ ง่ายต่อการติดตั้งและนำมาใช้ได้จริง คือพลังงานจากแสงอาทิตย์ และด้วยวิสัยทัศน์ของ กกพ. ในการกำกับกิจการพลังงานเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน   และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม  จึงมีพันธกิจหลักดังนี้  คือ ส่งเสริมสังคมและประชาชนให้มีความรู้และความตระหนักทางด้านพลังงาน   ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ  พลังงานหมุนเวียนและพลังงานที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย
โดยบริษัท ทีวีบูรพา จำกัด หนึ่งในบริษัทฯ พันธมิตร ได้ทำโครงการ “คนบันดาลไฟ” โครงการที่เน้นการอบรมให้ความรู้และปฏิบัติ เพื่อนำไปสู่การปรับใช้ที่เป็นจริงในชีวิตประจำวันได้อย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่นคง และมีเสถียรภาพทางพลังงานให้กับประเทศ งานในวันนี้ผู้เข้าร่วมจะได้เห็นถึงความก้าวหน้า และตัวอย่างจริงของการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในชีวิตประจำวันในระดับต่างๆ  นอกจากนี้ประชาชนยังได้เข้าใจถึงบทบาท  กกพ.   และได้เห็นโครงการและกิจกรรมการสื่อสารด้านพลังงานสะอาดของพันธมิตรทั้งหมดที่ได้เกิดขึ้นตลอด 1 ปีที่ผ่านมา จนโครงการได้เดินทางมาถึงจุดหมาย อันเป็นหมุดหมายสุดท้ายของโครงการฯ นั่นคือ การคัดสรรบุคคลและผลงานบันดาลไฟต้นแบบเพื่อรับการยกย่องและเชิดชู
โครงการ “คนบันดาลไฟ” โดยบริษัท ทีวีบูรพา จำกัด ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน พ.ศ. 2562  ให้ดำเนินโครงการส่งเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าสำหรับเครือข่ายภาคประชาสังคม เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม ภายใต้ชื่อ “คนบันดาลไฟ” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าพลังงานไฟฟ้า ให้ความรู้ ความเข้าใจเรื่องพลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้ผ่านการสร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วมกับภาคประชาสังคมเพื่อร่วมขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ และสร้างต้นแบบความมั่นคงและยั่งยืนของพลังงานไฟฟ้าทั้งในยามปกติและภาวะฉุกเฉิน  โดยงานเปิดตัวโครงการ “คนบันดาลไฟ” ได้จัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 13 กันยายน 2562 ณ อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ผ่านมา และได้ดำเนินกิจกรรมสื่อสารด้านพลังงานสะอาดของโครงการมาโดยตลอดระยะเวลา 1 ปี
สำหรับ คนบันดาลไฟ AWARDS ครั้งที่ 1 ประเภทรางวัลแบ่งออกเป็น 12 รางวัล จาก 4 สาขา ประกอบไปด้วย
รางวัลสาขาประเภทบุคคล รางวัลเพื่อคนต้นแบบ ที่มุ่งมั่น อุทิศตน และเห็นประโยชน์ของการจัดการพลังงานสะอาด โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์ เพื่อการสร้างสังคมที่ดีด้วยพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน โดยประเภทบุคคลผู้ที่ได้รับรางวัล ได้แก่ พระครูวิมลปัญญาคุณ วัดศรีแสงธรรม จ.อุบลราชธานี, คุณโกศล แสงทอง  ชุมชนป่าเด็ง จ.เพชรบุรี และคุณสมพร ช่วยอารีย์ จ.นครศรีธรรมราช
รางวัลสาขาประเภทนวัตกรรม รางวัลเพื่อบุคคล และกลุ่มคน ที่คิดค้นและประดิษฐ์หรือสร้างแนวคิด เพื่อนำพลังงานสะอาด โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์มาใช้กับชุนชน อาชีพ และการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างเห็นผลจริงและยั่งยืน โดยประเภทนวัตกรรมที่ได้รับรางวัล ได้แก่ นวัตกรรมชุดควบคุมการติดตามดวงอาทิตย์ 2 แกน ผลงานโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธนิท เรืองรุ่งชัยกุล ผู้ช่วยศาสตรจารย์ ดร.เรวัตร ใจสุทธิ คณะวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคุณกฤชนนท์ สวนจันทร์ ผู้ช่วยนักวิจัย นวัตกรรมแผ่นโซลาร์เซลล์กึ่งใส ทำงานร่วมกับการเกษตร ผลงานโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรเชษฐ เดชฟุ้ง สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นวัตกรรมเรือพิทักษ์สมุทร พลังแดด ผลงานโดย คุณสุวรรณ พิทักษ์สินธร หัวหน้าศูนย์ปฎิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 4 จังหวัดตราด
รางวัลสาขาประเภทแหล่งเรียนรู้ รางวัลเพื่อแหล่งเรียนรู้ ที่หน่วยงานท้องถิ่น ทั้งภาครัฐ หรือการร่วมกลุ่มของเอกชนที่เห็นความสำคัญ และขับเคลื่อนแนวคิดพลังงานสะอาด โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์ในทิศทางการมอบความรู้ แนวคิดเพื่อให้เกิดการสร้างสัมคมที่ดี โดยประเภทแหล่งเรียนรู้ที่ได้รับรางวัล ได้แก่ โรงเรียนศรีแสงธรรม จ.อุบลราชธานี , ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและพลังงานชุมชน จ.ชัยนาท และ ศูนย์การเรียนรู้พลังงานทดแทนพึ่งตนเองเพื่อใช้ในการเกษตรและครัวเรือน ระดับหมู่บ้าน จ. ประจวบคีรีขันธ์
รางวัลสาขาประเภทองค์กร รางวัลเพื่อหน่วยงานองค์กรภาครัฐฯ เอกชนหรือภาคประชาสังคม ที่มองเห็นถึงความสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนและนำพลังงานสะอาดโซลาร์เซลล์ไปใช้ในหน่วยงานได้จริง และเผยแพร่ต่อแนวคิดเพื่อสร้างสังคมที่ดี โดยประเภทองค์กรที่ได้รับรางวัล ได้แก่ สมาคมนักธุรกิจการท่องเที่ยวเกาะลันตา จ.กระบี่ (Lanta Go Green) , เทศบาลนครขอนแก่น จ.ขอนแก่น (Low Carbon City) และ โรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา (โรงพยาบาลต้นแบบพลังงานสะอาด)

     โดยมีการถ่ายทอดสด LIVE ผ่านเพจคนบันดาลไฟ https://www.facebook.com/khonbandarnfai
Read More
จุรินทร์ ติดตามประกันรายได้เกษตรกร จ.พังงา

จุรินทร์ ติดตามประกันรายได้เกษตรกร จ.พังงา

จุรินทร์ กลับพังงา ! คึกคัก ติดตามประกันรายได้เกษตรกร
 
     เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2563 เวลา 14.00 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประชุมติดตามความคืบหน้าการดําเนิน โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง และสวนปาล์มน้ํามัน ปี 2562/2563 ณ ที่ว่าการอําเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา
    นายจุรินทร์ กล่าวว่า ดีใจได้มีโอกาสมาพบกับพี่น้องหลายคนบอกว่าไม่ได้มาเป็นปี วันนี้ไม่ได้มาทางภูเก็ตเพราะว่าสนามบินภูเก็ตเปิดแต่เต็ม จึงต้องไปลงเครื่องที่กระบี่ และตีรถมาที่นี่ ดีใจที่ได้พบพี่น้องอบอุ่นเหมือนเดิมพี่น้องยังมีน้ำใจกับผมอย่างดีเหมือนหลายปีที่ผ่านมา 
     และได้เปิดประชุมพร้อม กล่าวว่า ประกันรายได้ไม่ใช่ประกันราคา เช่นยางประกันรายได้ ไม่ใช่ว่ายางจะต้องราคากิโลกรัมละ 40, 50 ,60 ราคาต้องเป็นไปตามกลไกตลาด ไม่สามารถสั่งขึ้นสั่งลงได้ถ้าคนต้องการมากราคาก็สูง ไม่เช่นนั้นจะผิดหลักองค์การค้าโลกราคาต้องเป็นไปตามกลไกของตลาด สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ประกัน คือ ประกันรายได้เพราะสถานการณ์ในอนาคตหลายตัวมีปัญหา ถ้าน้ำมันราคาลง ราคาถูก คนจะหันไปใช้ยางเทียมมากขึ้น เพราะยางเทียมทำจากน้ำมัน น้ำมันถูกยางเทียมก็จะถูก บ้านเรายาง 100 กิโลกรัมเอาไปทำยางรถยนตร์ 80 กิโลกรัมถ้าเศรษฐกิจดี รถยนต์ขายดี ยางรถยนต์ก็จะขายดีไปด้วย แต่ถ้าราคาน้ำมันตก ส่วนผสมถ้าทำจากยางพาราแพงก็จะนำยางเทียมไปผสมมากขึ้น เพราะยางเทียมราคาถูกมากกว่า เพราะผลิตจากน้ำมันยางก็จะราคาตก 
     จึงเป็นที่มาของพรรคคิดว่าต่อไปนี้ถ้าเรามีโอกาสมาเป็นรัฐบาลเราจะประกันรายได้ซึ่งไม่ผิดหลักองค์การการค้าโลก ถ้าวันไหนราคายางตกกว่าราคาที่ประกัน 60 บาทจะมีช่องว่างระหว่าง 60 บาทกับราคาในตลาด วันนี้ยางเฉลี่ยกิโลกรัมละประมาณ 40 บาท รัฐบาลจะประกันราคาที่ 60 บาทจะมีส่วนต่างอยู่ 20 บาทต่อ 1 กิโลกรัม เมื่อมีนโยบายประกันรายได้ไม่งั้นจะมีรายได้ทางเดียวจากมีการนำยางแผ่นได้กิโลกรัมละ 40 บาท แต่ถ้ามีประกันรายได้พี่น้องจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งเป็นสองทางทางที่หนึ่งเอายางไปขายที่ร้านได้กิโลกรัมละ 40 บาท ทางที่สองพี่น้องจะได้ส่วนต่างอีกกิโลกรัมละ 20 บาท มาใส่กระเป๋าขวา เป็น 60 บาทตามรายได้ที่ประกัน ซึ่งเป็นนโยบายที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันทางเศรษฐกิจและช่วยเหลือพี่น้องชาวเกษตรกรได้จริงแม้จะไม่สามารถทำให้ยางกิโลกรัมละ 70 บาท 80 บาท
     เราประกันมาแล้วหนึ่งปี ถัดไปจะเดินหน้าเดือนหน้าเราจะเดินหน้าต่อและเรื่องข้าวกำลังจะเอาเข้า ครม.เรื่องยางจะเข้า ครม.ถ้าไม่ผิดพลาดอังคารหน้า จะเข้า ครม.ช่วยประกันราคายางให้พี่น้อง 
     " สำหรับผลไม้ต้องมีมาตรการอื่นเช่นช่วยในการดำเนินการช่วยเหลือให้พี่น้องที่ปลูกผลไม้ที่จะไม่เก็บไว้นานและไม่ทำให้ราคาตก ใครก็ตามที่รวบรวมและกระจายในตลาดให้ 3 บาทจะได้ไม่กองอยู่ที่เกษตรกรจะทำให้ราคาตกมา ให้ส่งออกให้กิโลกรัมละ 5 บาท ถ้าสหกรณ์เกษตรกรรวมเองขนของออกเองได้กิโลกรัมละ 5 บาท ผมสั่งองค์การสวนยางแล้วกันจะให้ประเทศไทยแล้วให้ไปคิดสงเคราะห์ไร่ละ 16,000 บาท ต่อไปนี้จะให้โค่นหนึ่งแถวและปลูกพืชอื่นหนึ่งแถวและไม่ใช่ให้ 16,000 จะให้มากกว่านี้ให้ไปคิดมา และปลูกพืชที่มีอนาคตอื่น" 
     กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จะช่วยทำกล่องถ้าพี่น้องต้องการก็ประสานพาณิชย์จังหวัดให้พาณิชย์จังหวัดลงมาดูกับเกษตรจังหวัดลงมาประชุมและบอกให้เกษตรกรถ้าต้องการใส่กล่องให้กล่องฟรีทำไว้แล้วเอามาแต่เรามาแจกเอามาแจกตอนนี้ไปรษณีย์ไม่คิดค่าส่ง 200 ตันให้ฟรีส่งปั่นไปรษณีย์ไทยโดยเฉพาะมังคุดที่จำเป็นและก่อนมาที่นี่ไปหิวขึ้นเครื่องไม่เกิน 20 กิโลกรัม ขึ้นเครื่องบินฟรี 
     ลำไยผมก็ไปเพิ่มมาอีกแปดประเทศแนะนำผู้ส่งออกของเรา 45 บริษัทขายลำไยขายออนไลน์สองวันตั้งเป้าไว้ว่า 550 ล้านบาทให้ได้ขายเสร็จสองวันจาก 11,000 ตามที่ตั้งเป้าไว้เราขายได้ 32,000 ตันได้เงินจากเป็น 2100 ล้านบาทความต้องการเพิ่มให้จากประเทศไทยในตลาดโลกยังมีอีกมากแม้ว่าจะมีวิกฤติโควิดแต่เราต้องปรับเป็นช่องทางออนไลน์ ใครที่สนใจผมจะจัดเจ้าหน้าที่มาอบรมให้
     ให้พาณิชย์จังหวัดประสานกลับในจังหวัดช่วยดูว่าใครสนใจที่จะอบรมการค้าออนไลน์หรือใครที่เข้าออนไลน์อยู่แล้วแต่ยังไม่เก่งยังไม่ตกผลึกมาอบรมให้เข้มข้น จนกระทั่งทำเป็นแล้วนำคนที่ประสบความสำเร็จเป็นชาวบ้านเหมือนเรามาสอนให้ด้วย เหมือนบางฮาซันขายไปแห้งชิงชังปลาหมึกแห้งทดลองขาย 20 นาทีไลฟ์สดขายได้ 200,000 บาท ต่อไปจะได้ไม่ต้องพึ่งพ่อค้าคนกลางเพราะเราผลิตเราปลูกเราใส่กรองเราขายเองได้เลยส่งไปรษณีย์เอง เราได้กำไรกับเรามากขึ้น
Read More
"กระทรวงแรงงาน" ประกาศ 15 มาตรการ ช่วยเหลือลูกจ้าง นายจ้าง และผู้ประกอบการ

"กระทรวงแรงงาน" ประกาศ 15 มาตรการ ช่วยเหลือลูกจ้าง นายจ้าง และผู้ประกอบการ

     วันที่ 27 มีนาคม 2563 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบมาย ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน ประกาศมาตรการ 15 ข้อ ของทางกระทรวงแรงงานที่ช่วยเหลือ ลูกจ้าง นายจ้าง และผู้ประกอบการ โดยกล่าวว่า "มาตรการทั้ง 15 ข้อ ได้ครอบคลุมถึงทุกหน่วยงานในกระทรวงแรงงานทั้งหมด เพื่อที่จะ ช่วยเหลือ เยียวยาพี่น้องแรงงานในทุกๆด้าน พร้อมทั้ง ทำงานร่วมกัน ระหว่างกระทรวงแรงงานและภาคประชาชน" ทั้งนี้ยังฝากส่งกำลังใจถึงพี่น้องแรงงาน และผู้ประกอบการ ทุกคน ให้ต่อสู้วิกฤต COVID-19 ร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจกัน เราจะผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน
Read More
กรมศุลกากร เผยผลจับกุม ประจำเดือนมีนาคม 63

กรมศุลกากร เผยผลจับกุม ประจำเดือนมีนาคม 63

     วันนี้ (วันที่ 11 มีนาคม 2563) เวลา 13.30 น. ณ ศูนย์แถลงข่าว ชั้น 2 อาคาร 1 กรมศุลกากร นายชัยยุทธ คำคุณ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร กล่าวว่า อธิบดีกรมศุลกากร มีนโยบายให้มีการประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจแก่ประชาชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในเชิงนโยบาย โครงการ และประเด็นต่าง ๆ โดยมอบหมายให้คณะโฆษกกรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินการ และได้กำหนดให้มีการแถลงข่าวประจำทุกเดือน สำหรับประเด็นที่น่าสนใจ ในการแถลงข่าวประจำเดือนมีนาคม 2563 (Monthly Customs Press 6 /2563) ได้แก่ (1) ผลการตรวจพบการกระทำความผิดประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2563 (2) ครั้งแรกในการจัดเก็บดีเอ็นเองาช้าง ขยายผลคดีใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ (3) ชี้แจงข้อเท็จจริงและแจ้งเตือนการหลอกลวงกรณีอ้างชื่อกรมศุลกากร (4) จากกรณีที่มีข่าวในเพจของสื่อโซเซียล มีรายละเอียดในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้

     (1) ผลการตรวจพบการกระทำความผิดประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2563
     ตามที่ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมศุลกากร มีนโยบายสำคัญในการเร่งรัดปราบปรามการลักลอบและหลีกเลี่ยงนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง เพื่อความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี ปกป้องสังคมและสิ่งแวดล้อม จึงสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดพร้อมหน่วยปฏิบัติการวางแผนตรวจค้นจับกุมอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ เพื่อสกัดกั้นป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น สินค้าเกษตร น้ำมัน ยาเสพติด IPRs และสินค้าละเมิดอนุสัญญา CITES โดยสืบสวนหาข่าวและออกลาดตระเวนด้วยรถยนต์ ตรวจค้นรถบรรทุก โกดัง บ้านเรือน แหล่งจำหน่าย สถานที่เก็บรักษาที่เชื่อได้ว่ามีของผิดกฎหมายเก็บซุกซ่อนอยู่ อีกทั้งยังมีแผนการป้องกันและปราบปรามสินค้าดังกล่าว ในช่วงเวลาซึ่งมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในการลักลอบ นอกจากนี้ มีการบูรณการกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่น ทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง อาทิ ทหาร กอ.รมน. ปปส. บช.ปส. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สถานทูตต่างๆ Interpol DEA เป็นต้น เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการข่าวระหว่างกัน
     สำหรับเดือนกุมภาพันธ์ 2563 กรมศุลกากรตรวจพบการกระทำผิดตามกฎหมายศุลกากรหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับศุลกากรได้ทั้งสิ้น 2,196 คดี คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 140 ล้านบาท โดยเป็นคดีลักลอบคิดเป็นร้อยละ 74.6 ของมูลค่าทั้งหมด ทั้งนี้ สินค้าที่มีมูลค่าการลักลอบนำเข้าที่สำคัญได้แก่ บุหรี่ และเคตามีน ส่วนสินค้าที่มีมูลค่าการลักลอบส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ แอมเฟตามีน

      ผลงานที่น่าสนใจในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 มีดังนี้


     1.ยาเสพติด

     1.1 เมื่อวันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 กรมศุลกากรได้ติดตามผู้โดยสารหญิงชาวไทยต้องสงสัยว่าอาจมีการลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาในประเทศไทย ต้นทางจากประเทศอินเดียปลายทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
     จากการสืบสวนเชิงลึก พบว่าผู้ต้องสงสัยรายนี้เป็นหนึ่งในกลุ่มชาวต่างชาติที่ลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาในประเทศแล้วทำการแบ่งบรรจุเพื่อขายในประเทศ ส่วนหนึ่งส่งออกไปไต้หวัน ผลการตรวจสอบพบ ยางกัญชา จำนวน 9.5 กก. ซุกซ่อนในช่องลับของกระเป๋าเดินทาง จึงถูกจับกุมและนำมาขยายผลไปยังผู้สั่งการ
     ต่อมาทาง Airport Interdiction Task Force: AITF ได้วางกำลังเพื่อจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องจนกระทั่งชุดจับกุม ได้ทำการจับกุมชายชาวต่างชาติซึ่งเป็นผู้สั่งการ ผลการตรวจค้นพบเคตามีนประมาณ 6 กก. และกัญชาแห้ง 2 ถุง น้ำหนักประมาณ 135 กรัม พร้อมอุปกรณ์การแบ่งบรรจุตาชั่งที่ปิดผนึกถุงพลาสติก
     จากการสืบสวนเพิ่มเติม พบสถานที่แบ่งบรรจุเป็นห้องพักย่านคลองจั่น จึงได้เข้าทำการตรวจค้น พบเคตามีน 1 ถุง น้ำหนัก 135 กรัม อุปกรณ์สำหรับอำพรางยาเสพติด ที่จัดทำเพื่อซุกซ่อนยาเสพติดล็อตใหม่จำนวนหนึ่ง จึงได้จับกุมชายไทยผู้พักอาศัยในห้องดังกล่าวเพิ่มอีก 1 คน นำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี พร้อมยาเสพติดที่ยึดได้ประมาณ 19 ล้านบาท
     1.2 เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 กรมศุลกากรได้ติดตามผู้โดยสารต้องสงสัยชาวต่างชาติ เดินทางมาจากโดฮา กาตาร์ ผ่าน แอดดิสอาบาบา เอธิโอเปีย ปลายทางกรุงเทพ มีความเสี่ยงตามรูปแบบของผู้ลักลอบขนโคเคนเข้าประเทศ ผลการตรวจค้นโดยการเอ็กเรย์พบโคเคนซุกซ่อนในช่องลับรอบกระเป๋าเดินทาง น้ำหนัก 2,110 กรัม มูลค่าประมาณ 6.33 ล้านบาท จึงส่งผู้ต้องหาดำเนินคดีต่อไป
     1.3 ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นมา ส่วนบริการศุลกากรไปรษณีย์ สำนักงานศุลกากรกรุงเทพ กรมศุลกากร ได้ตรวจพบพัสดุต้องสงสัยและได้ทำบันทึกยึด จากผลการตรวจสอบพบยาอี คละสี ต้นทางจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษ ประเภท 1 Ecstasy รวมทั้งสิ้น 88,345 เม็ด มูลค่าโดยประมาณ 70.67 ล้านบาท
และกัญชาแห้ง ต้นทางจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 รวมทั้งสิ้น 3.89 กิโลกรัม มูลค่าโดยประมาณ 778,000.00 บาท

     2. สินค้าเกษตร

     เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 กรมศุลกากรและหน่วยงานความมั่นคง จับกุมเมล็ดข้าวโพดแห้ง ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรจำนวน 45,000 กิโลกรัม มูลค่า 348,750 บาท รถบรรทุก 4 คัน ผู้ต้องหา 4 ราย ของกลางและผู้ต้องหานำส่งด่านศุลกากรแม่สอดดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

     3. เนื้อกระบือแช่แข็ง

     เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 กรมศุลกากรได้ตรวจค้นห้องเย็นของบริษัทแห่งหนึ่ง ตำบลลุมพลี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามหมายค้นของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบสินค้าประเภท เนื้อกระบือแช่แข็ง เมืองกำเนิดประเทศอินเดีย ไม่มีหลักฐานการผ่านพิธีการศุลกากรมาแสดงขณะตรวจค้น จำนวน 7,492 ลัง น้ำหนักรวม 150,140 กก. มูลค่ามากกว่า 22 ล้านบาท ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

     (2) ครั้งแรก!! จัดเก็บดีเอ็นเองาช้าง ขยายผลคดีใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ


     ตามที่ กรมศุลกากรบูรณาการการทำงานร่วมกันกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการแผนปฏิบัติการงาช้างแห่งประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายโดยใช้เทคนิควิธีการในการสืบสวน และเครื่องมือสนับสนุนการปฏิบัติงาน ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการค้างาช้างผิดกฎหมาย รวมถึงวิเคราะห์ติดตาม กลุ่มขบวนการที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการลักลอบค้างาช้าง ซึ่งเป็นผลให้ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2557 ถึงปัจจุบัน กรมศุลกากรมีผลการตรวจยึดงาช้าง จำนวน 46 คดี ปริมาณงาช้างของกลาง มากกว่า 5.5 ตัน โดยเฉพาะในปี 2558 ได้มีการตรวจยึดงาช้างได้ทั้งสิ้น 5,176 กิโลกรัม ซึ่งเป็นการตรวจยึดมากที่สุดในประเทศไทย

     เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนขยายผลในการดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องในขบวนการลักลอบทั้งหมด จึงเป็นผลให้เกิดการดำเนินการจัดเก็บดีเอ็นเองาช้างของกลางเป็นครั้งแรกของประเทศไทย เพื่อนำไปขยายผลดำเนินคดีคดีกับผู้เกี่ยวข้องในขบวนการลักลอบทั้งในและนอกประเทศ
     การดำเนินการจัดเก็บดีเอ็นเองาช้างในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐอเมริกา (Homeland Security Investigations : HSI) ซึ่งได้นำผู้เชี่ยวชาญ ดร.แซมมวล วาเซอร์ จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ร่วมกับทีมเจ้าหน้าที่ศุลกากร กองสืบสวนและปราบปราม กรมศุลกากรและเจ้าหน้าที่จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จัดเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากงาช้างของกลางในคดีจากประเทศคองโกและเคนยา ระหว่างวันที่ 17-28 กุมภาพันธ์ 2563 ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยงาช้างที่ดำเนินการเก็บตัวอย่างในครั้งนี้ มีน้ำหนักกว่า 3.23 ตัน (510 ชิ้น) จากประเทศเคนยาและน้ำหนัก 2.25 ตัน (802 ชิ้น) จากประเทศคองโก ตัวอย่างเหล่านี้จะได้รับการตรวจวิเคราะห์ดีเอ็นเอ ที่มหาวิทยาลัยวอชิงตัน โดย ดร. วาเซอร์และทีมงาน เพื่อตรวจสอบว่ามีการเชื่อมโยงกับการตรวจยึดอื่น ๆ หรือไม่ และเพื่อดำเนินคดีกับผู้ลักลอบที่เกี่ยวข้องในที่สุด
     ด้วยความทุ่มเทในการขยายผลการจับกุมไปยังกลุ่มขบวนการลักลอบทั้งภายในและต่างประเทศ และความสำเร็จในการปราบปรามการลักลอบค้างาช้างที่นำเข้าจากแอฟริกา เป็นเหตุผลสำคัญอย่างหนึ่ง ทำให้คณะกรรมการบริหารอนุสัญญาไซเตสถอดประเทศไทยจากบัญชีดำงาช้างไซเตส

     (3) ชี้แจงข้อเท็จจริงและแจ้งเตือนการหลอกลวง กรณีอ้างชื่อกรมศุลกากร

     กรณีบุคคลแอบอ้างเอกสารใบรับรองจากกรมศุลกากรในการรับรองการนำเข้าเงินในกระเป๋าเดินทาง หรือ กรณีที่มีผู้เสียหายได้สั่งซื้อของผ่านทางเว็บไซต์ และมีบุคคลได้แจ้งแก่ผู้สั่งของว่าสินค้ารอการตรวจปล่อยอยู่ที่ศุลกากรและขอให้ผู้เสียหายโอนเงินค่าภาษีอากรและค่าใช้จ่ายอื่นๆ โดยมีการใช้เอกสารที่มีเครื่องหมายตราสัญลักษณ์และชื่อของกรมศุลกากรแจ้งให้โอนเงินค่าภาษีอากรและค่าใช้จ่ายอื่นๆ กรมศุลกากรจึงทำการตรวจสอบเอกสารดังกล่าว พบว่าเป็นเอกสารปลอมที่ไม่ได้มีการออกโดยกรมศุลกากร
     นอกจากนี้ยังมีกรณีที่มีผู้ที่อ้างตัวเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณค่าโฆษณาในการจัดทำหนังสือ รายงาน วารสาร หนังสือรายงานพิเศษเนื่องในโอกาส “ครบรอบ 146 ปี กรมศุลกากร” หรือสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆของกรมศุลกากร โดยมีการกำหนดอัตราค่าโฆษณาไว้อย่างชัดเจนเป็นจำนวนหลักหมื่นขึ้นไป พร้อมทั้งมีข้อความที่ทำให้ผู้ประกอบการเข้าใจผิดว่ากรมศุลกากรมีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทำหนังสือดังกล่าว กรมศุลกากรขอยืนยันว่าไม่เคยมีนโยบายขอรับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการในลักษณะดังกล่าว และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการว่าจ้างสื่อสิ่งพิมพ์รายใดจัดทำหนังสือ รายงาน วารสาร หนังสือรายงานพิเศษเนื่องในโอกาส “ครบรอบ 146 ปี กรมศุลกากร” หรือสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆของกรมศุลกากร แต่อย่างใด
     ทั้งนี้ หากท่านมีข้อสงสัยหรือไม่แน่ใจเกี่ยวกับการดำเนินการใดๆ ทางกรมศุลกากร สามารถติดต่อ สอบถามข้อมูลทางศุลกากรได้ที่ Customs Call Center 1164 หรือ e-mail : 1164@customs.go.th หรือติดต่อด้วยตนเอง หรือโทรศัพท์สอบถามไปยัง สำนักงานหรือด่านศุลกากรทุกแห่ง ในวันและเวลาราชการ

     (4) จากกรณีที่มีข่าวในเพจของสื่อโซเซียล เรื่อง หน้ากากอนามัยจำนวน 5 ล้านชิ้นถูกกัก โดยกรมศุลกากรขอแบ่งจำนวน 2 ล้านชิ้น กรมศุลกากรขอชี้แจงว่า กรมฯ มิได้นิ่งเฉยและทำการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่าภาพที่ทางเพจดังกล่าวได้นำมาลงนั้น เป็นภาพที่เหมือนกับการลงขายหน้ากากอนามัยในต่างประเทศ อีกทั้งทางผู้บริหารได้มีข้อสั่งการให้ตรวจสอบไปยังพื้นที่ ที่อาจมีการนำเข้า และไม่พบกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น เรื่องดังกล่าวจึงไม่เป็นความจริง ทั้งนี้ กรมศุลกากรได้ตระหนักและให้ความสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด และขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าการทำงานของกรมศุลกากรเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม
Read More

ช่อง copthai tv สถานีทีวีตำรวจ

Sponsor

AD BANNER