เริ่มแล้ว! สมัชชาฯ เฉพาะประเด็น ‘ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพฯ ฉ.3’ แสวงหาฉันทมติสร้างเข็มทิศสุขภาพไทย

เริ่มแล้ว! สมัชชาฯ เฉพาะประเด็น ‘ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพฯ ฉ.3’ แสวงหาฉันทมติสร้างเข็มทิศสุขภาพไทย

สช.พร้อมภาคีเครือข่ายร่วมเปิดฉากเวที “สมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น” ให้ความเห็น-ข้อเสนอต่อเนื้อหา “ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 3” วางเข็มทิศกำหนดอนาคตนโยบาย-ยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพของประเทศ พร้อมสร้างพันธสัญญาในการขับเคลื่อน มุ่งเป้าสู่การสร้างระบบสุขภาพที่เป็นธรรม-ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังในระยะ 5 ปี
     เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2565 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กรมประชาสัมพันธ์ พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย ร่วมกันจัดเวทีสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 3 เพื่อรับฟังความเห็นต่อ (ร่าง) ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 3 ทั้งรูปแบบ on-site และ online โดยมี ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และรองประธานกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิด ณ อาคารหอประชุม กรมประชาสัมพันธ์
     ดร.สาธิต เปิดเผยว่า สุขภาพนั้นเป็นเรื่องของทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทเรียนจากการระบาดของโควิด-19 ทำให้เราเห็นชัดเจนแล้วว่าเรื่องของสุขภาพ ไม่ใช่เพียงเรื่องของบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น แต่ทุกคนในสังคมล้วนมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรค รวมถึงการดูแลซึ่งกันและกัน เช่นเดียวกับเนื้อหาตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ที่ระบุไว้ชัดเจนว่านอกจากสุขภาพกายแล้ว ยังต้องมองรวมไปถึงสุขภาพจิต สุขภาพทางปัญญา และสุขภาพของสังคมด้วย
     ทั้งนี้ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติฯ ยังได้กำหนดให้มีการจัดทำ “ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ” เพื่อใช้เป็นกรอบและแนวทางในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และการดำเนินงานด้านสุขภาพของประเทศ โดยเมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบแล้ว ให้มีผลผูกพันหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตน พร้อมกำหนดให้ต้องมีการทบทวนอย่างน้อยทุก 5 ปี ซึ่งธรรมนูญฯ ฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้เป็นฉบับที่ 2 ที่ได้มีการประกาศใช้เมื่อปี 2559 มาถึงขณะนี้ที่กำลังมีการทบทวนและจัดทำธรรมนูญฯ ฉบับที่ 3
     “ธรรมนูญระบบสุขภาพฯ เปรียบเสมือนเป็นภาพอนาคตของระบบสุขภาพไทย ที่ทุกคนสามารถนำไปใช้อ้างอิงในการทำงานได้โดยฉบับที่ 3 นี้ได้ปรับให้มีความสอดคล้องมากขึ้นกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งเทคโนโลยี โรคระบาดใหญ่ การก้าวสู่สังคมสูงวัย จึงเห็นได้ว่าสุขภาพนั้นเป็นเรื่องที่กว้างมาก และไม่ได้เป็นแค่เรื่องของ สธ.เท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หน่วยงาน องค์กร กลไกต่างๆ ทั้งในส่วนกลางและพื้นที่ รวมถึงคนในชุมชน ที่ล้วนมีบทบาทในการร่วมกำหนดสุขภาพของเราและของประเทศ ผ่านการสร้างธรรมนูญฯ ในวันนี้ ที่จะถูกนำไปขับเคลื่อนได้จริงต่อไป” ดร.สาธิต กล่าว
     ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ประธานกรรมการจัดทำธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 3 กล่าวว่า ในกระบวนการจัดทำธรรมนูญฯ ฉบับนี้ได้ยึดหลักความสอดคล้องกับนโยบาย การทำงานวิชาการและมีหลักฐานเชิงประจักษ์ความเป็นเจ้าของ การมีส่วนร่วม และการรับรู้เรียนรู้ของสังคมเป็นสำคัญ ซึ่งในขั้นตอนก่อนการยกร่างนั้น ได้มีการรับฟังความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิและภาคีหลากหลายภาคส่วน โดยได้มีการกำหนดเป้าหมายของธรรมนูญฯ ในระยะ 5 ปีไว้ว่า “ระบบสุขภาพที่เป็นธรรม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
     สำหรับการจัดเวทีสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นฯ ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้รับฟังความเห็นและให้ข้อเสนอแนะในประเด็นสำคัญของร่างธรรมนูญฯ ฉบับที่ 3 เพื่อให้เกิดข้อตกลงร่วมกันในการขับเคลื่อนธรรมนูญระบบสุขภาพฯ โดยความเห็นของทุกภาคส่วนในวันนี้ ทางคณะกรรมการจัดทำฯ จะรับฟังไว้ทั้งหมดและนำไปปรับแก้ไขร่างธรรมนูญฯ เพื่อนำเข้าสู่คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(คสช.) พิจารณาเห็นชอบก่อนเสนอต่อ ครม. รัฐสภา และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป
     “บทเรียนของโควิด-19 ทำให้พวกเราเห็นชัดเจนว่าความเหลื่อมล้ำยังคงมีอยู่จริง และหากไม่จัดการแล้วก็จะยิ่งมีช่องว่างมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันสุขภาพก็ไม่ใช่เรื่องของปัจเจก แต่เป็นเรื่องของทุกคนและของสังคมโลกด้วย หรือที่เราเรียกว่า one world one destiny มีสุขก็สุขด้วยกัน มีทุกข์ก็ทุกข์ด้วยกัน ดังนั้นธรรมนูญฯ ฉบับนี้ จึงมีแนวคิดสำคัญที่การมองระบบสุขภาพแบบองค์รวม ให้ความสำคัญกับปัจจัยแวดล้อม การพัฒนาศักยภาพคน และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพราะระบบสุขภาพที่ดีและเป็นธรรม จะนำมาซึ่งความยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ตามแนวคิด SDGs นั่นเอง” ดร.สุวิทย์กล่าว
     ขณะที่ นางทัศนีย์ ผลชานิโก รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า การสื่อสารทางสังคม เป็นประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญในกระบวนการจัดทำธรรมนูญระบบสุขภาพฯ ทางกรมประชาสัมพันธ์จึงยินดีรับบทบาทในการสร้างความเข้าใจ และการสื่อสารสาระสำคัญของธรรมนูญฯ ฉบับนี้ให้กับภาคีในทุกภาคส่วน ทุกภูมิภาคของประเทศไทย ผ่านช่องทางสื่อต่างๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสามารถนำธรรมนูญฯ ไปขับเคลื่อนร่วมกันได้ต่อไป
     ด้าน นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า นอกจากการรับฟังความเห็น สร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมแล้ว สมัชชาสุขภาพฯ ในครั้งนี้ยังเป็นเวทีของการสร้างพันธสัญญาในการขับเคลื่อนร่วมกัน ของแต่ละหน่วยงาน องค์กร หรือแม้แต่ในระดับชุมชน บุคคล ที่สามารถนำเนื้อหาของธรรมนูญฯ ฉบับนี้ไปปรับใช้ได้ตามบทบาทและหน้าที่ของตน เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายของระบบสุขภาพที่เป็นธรรม โดยหลังจากเวทีในวันนี้ ทาง สช. ยังจะมีการเดินหน้าทำความเข้าใจเพื่อการขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ทั้ง 13 เขตสุขภาพ ผ่านกลไกของคณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กขป.) ควบคู่กันไปด้วย
Read More
DITP x Klangone ขายออนไลน์สู่ตลาดกัมพูชา Solution แบบจัดเต็ม ธุรกิจโตติดจรวด 20-30 % ต่อปี

DITP x Klangone ขายออนไลน์สู่ตลาดกัมพูชา Solution แบบจัดเต็ม ธุรกิจโตติดจรวด 20-30 % ต่อปี

     กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จัดกิจกรรมต่อเนื่อง DITP x Klangone ขายออนไลน์สู่
ตลาดกัมพูชา ชวนพูดคุยข้อมูลแบบเจาะลึก-โมเดลธุรกิจแบบ Exclusive เพื่อต่อยอดการทำตลาดออนไลน์ให้ยอดขายปังจาก ทูตพาณิชย์ และ Klangone ภายใต้กิจกรรม Webinar ต่อเนื่องด้วย Online Business Matching ผลักดันผู้ประกอบการเจาะตลาดออนไลน์กัมพูชา
     กิจกรรม Cross-Border e-Commerce ขายออนไลน์สู่ตลาด “กัมพูชา” กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับแพลตฟอร์ม Klangone เจาะตลาดออนไลน์กัมพูชา ถือเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของ 2 งานแรก ที่ได้จัดร่วมกับแพลตฟอร์ม Amazon และ แพลตฟอร์ม PChome Thai ภายในงานพบกับ กิจกรรมช่วงเทรนด์ธุรกิจกัมพูชา (Cambodia’s Trend Talk) พูดคุยเทรนด์สินค้าออนไลน์ เทรนด์สินค้าศักยภาพ ในกัมพูชา โดย 
คุณนิรวัชช์ รังสีกาญจน ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ร่วมกับ คุณฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ ผู้อำนวยการสำนักตลาดพาณิชย์ดิจิทัล กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และ คุณธรรมนาถ ตันติศิริวิทย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คิงปิงกรุ๊ป จำกัด (ประเทศไทย) และเรียนรู้วิธีการทำการตลาดในกัมพูชา ในช่วง “เจาะตลาดกัมพูชา ลงทุนแบบคุ้มค่ากับ Klangone” 3 หัวข้อ 3 ห้องย่อย ช่องทางออนไลน์ เชื่อมโยงสู่ Distributer รายใหญ่ และการนำสินค้าไปทดลองตลาด
     ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิพิเศษ ตลอดจนโอกาสในการเจรจากับคู่ธุรกิจกับแพลตฟอร์ม Klangone ได้ที่ https://forms.gle/HJ2HnRgDqwTjLEPSA ภายในวันที่ 25 เมษายน 2565 ฟรี!! ไม่มีค่าใช้จ่าย
สำหรับกิจกรรม Cross Border e-Commerce ขายออนไลน์สู่ตลาดโลก ยังมีอย่างต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกันยายน 2565 ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารได้ทาง www.facebook.com/ThaiTradedotcom หรือ โทร. 092-329-4466
Read More
“สวพส.” ผนึก “องค์การสวนพฤกษศาสตร์” หนุนความร่วมมือทางวิชาการด้านพฤกษศาสตร์

“สวพส.” ผนึก “องค์การสวนพฤกษศาสตร์” หนุนความร่วมมือทางวิชาการด้านพฤกษศาสตร์

“สวพส.” จับมือ “องค์การสวนพฤกษศาสตร์” หนุนความร่วมมือทางวิชาการด้านพฤกษศาสตร์
     สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. ร่วมกับ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ หรือ อสพ. จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ในรูปแบบเสมือนจริง (Virtual MOU Signing Ceremony) ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุน ส่งเสริม และร่วมมือทางวิชาการด้านพฤกษศาสตร์ ป่าไม้ ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อต่อยอดการอนุรักษ์ การวิจัย และการนำทรัพยากรพันธุ์พืชมาใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงสังคมและเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ ถ่ายทอดเทคโนโลยี และพัฒนาบุคลากร เพื่อการวิจัย การอนุรักษ์ รวมทั้งพัฒนาแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรและความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนสร้างความตระหนัก ให้สาธารณชนเห็นถึงคุณค่าความสำคัญของพันธุ์พืช ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่อไป

     11 เมษายน 2565 – สำนักวิจัย และอุทยานหลวงราชพฤกษ์ กำหนดจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่าง สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) นำโดย นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง และ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ นำโดย นายพรชัย หาญยืนยงสกุลกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ รักษาการผู้อำนวยการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ โดยมี นางสาวรัชดา พงษ์สัตยาพิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและอนุรักษ์ เป็นผู้กล่าวต้อนรับและกล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ พร้อมทั้งนำเสนอการดำเนินงานด้านการวิจัยและอนุรักษ์ ของ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ พร้อมด้วย นางอาณดา นิรันตรายกุล ผู้อำนวยการอุทยานหลวงราชพฤกษ์  ดร.เพชรดา อยู่สุข รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง ด้านการพัฒนา และ นางสาวปัถวี แสงฉาย ผู้อำนวยการสำนักบริหาร องค์การสวนพฤกษศาสตร์ ร่วมเป็นสักขีพยาน 
     นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง เปิดเผยว่า การลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับองค์การสวนพฤกษศาสตร์ในครั้งนี้มีที่มาจากการที่หน่วยงานทั้งสองได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการประสานความร่วมมือ เพื่อดำรงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพและการสร้างการเติบโตของประเทศอย่างยั่งยืน โดยการให้ความร่วมมือในการสนับสนุน ส่งเสริม และร่วมมือทางวิชาการด้านการวิจัยและพัฒนาด้านพฤกษศาสตร์ ความหลากหลายทางชีวภาพบนพื้นที่สูง ระบบนิเวศ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อต่อยอดการอนุรักษ์ การวิจัย และการนำทรัพยากรพันธุ์พืชมาใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงสังคมและเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน อีกทั้งยังร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ ถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากร อันจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของทั้งสองฝ่าย 
     โดย สวพส. มีพันธกิจในการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง เพื่อสืบสานพระราชประสงค์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระปฐมบรมราชโองการพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวในการสร้างความอยู่ดีมีสุขของประชาชนบนพื้นที่สูง ด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานวิจัยและการเรียนรู้ของโครงการหลวง ในการเป็นต้นแบบและแหล่งเรียนรู้การพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน ตลอดจนการพัฒนาอุทยานหลวงราชพฤกษ์ให้เป็นแหล่งเผยแพร่และเรียนรู้ด้านการเกษตร ความหลากหลายทางชีวภาพ ศาสตร์พระราชา งานโครงการหลวง การวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง วัฒนธรรม และการให้บริการสังคม
    ด้าน นายพรชัย หาญยืนยงสกุล กรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ รักษาการผู้อำนวยการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ กล่าวว่า การบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการนี้มีกำหนดระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2565 - วันที่ 10 เมษายน 2570 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุน ส่งเสริม และร่วมมือทางวิชาการด้านพฤกษศาสตร์ ป่าไม้ ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อต่อยอดการอนุรักษ์ การวิจัย และการนำทรัพยากรพันธุ์พืชมาใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงสังคมและเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ และถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อการวิจัย การอนุรักษ์ และการพัฒนา รวมทั้งพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ปลูกฝังและสร้างความตระหนัก ให้สาธารณชนเห็นถึงคุณค่า ความสำคัญของพันธุ์พืชและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์การสวนพฤกษศาสตร์ ในการเป็นแหล่งอนุรักษ์นอกถิ่นกำเนิด เพื่อการเรียนรู้ และความมั่นคง ยั่งยืนด้านทรัพยากรพันธุ์พืชและสิ่งแวดล้อมของประเทศ โดยหวังว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยให้ทั้งสองหน่วยงานสามารถสร้างผลงานทางวิชาการด้านพฤกษศาสตร์ที่ตอบโจทย์และมีคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไปในอนาคต 
     ความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยพัฒนาพื้นที่สูงกับองค์การสวนพฤกษศาสตร์ จะเพิ่มขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อดำรงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพและการพัฒนาต่อยอดเพื่อสร้างประโยชน์กับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่สูง ตลอดจนการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ หลักสูตรการเรียนรู้ การพัฒนายกระดับสวนพฤกษศาสตร์ของทั้งสองหน่วยงานเข้าสู่มาตรฐานของ Botanical Gardens Conservation International (BGCI) ตลอดจนการพัฒนาและเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวด้านการเกษตร ทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และสิ่งแวดล้อม ที่มีความสวยงามและยั่งยืนต่อไป
Read More
‘นายณ์ เอสเตท’ เผย ‘เฌอคูน สุขุมวิท 77’ ตอบโจทย์วัยทำงาน รับเทรนด์ บูทีค ทาวน์โฮม บูม!

‘นายณ์ เอสเตท’ เผย ‘เฌอคูน สุขุมวิท 77’ ตอบโจทย์วัยทำงาน รับเทรนด์ บูทีค ทาวน์โฮม บูม!

‘นายณ์ เอสเตท’ ชี้ บูทีค ทาวน์โฮมโตแรง

เร่งดัน  ‘เฌอคูน สุขุมวิท 77’ ชิงกำลังซื้อ

     ‘นายณ์ เอสเตท’ เปิด 3 ความสำเร็จบูมตลาด ‘บูทีค ทาวน์โฮม’ กลางเมือง ทำเลใกล้รถไฟฟ้า ดีไซน์สวย ฟังก์ชั่นยืดหยุ่นพร้อมปรับเปลี่ยนตามชอบ เผยราคา 5-7 ล้านยังครองใจกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการมีบ้าน ล่าสุดเดินหน้าพัฒนา ‘เฌอคูน สุขุมวิท 77’ มูลค่าการลงทุนกว่า 700 ล้านบาท คาดก่อสร้างเสร็จสิงหาคมปีนี้ ชี้ผลงานยอดขายในวันเปิดตัวมากกว่า 30%

     นายสุธี ลิมปนชัยพรกุล ประธานอำนวยการ บริษัท นายณ์ เอสเตท จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมตลาด บูทีค ทาวน์โฮมว่า ในปี 2565 ยังเป็นโอกาสของตลาด “บูทีค ทาวน์โฮม” ทำเลในเมือง จากพฤติกรรมผู้บริโภคในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยเปลี่ยนแปลงไปจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้การมองหาบ้านหลังแรกไม่ใช่คอนโดมิเนียมอีกต่อไป แต่เป็นการเริ่มมองพื้นที่ของการอยู่อาศัยที่กว้างขึ้นเพื่อการอยู่อาศัยในระยะยาวได้นานขึ้น ทำให้ทาวน์โฮมเข้ามาเป็นตัวเลือกแรก ๆ ของการเลือกและตัดสินใจซื้อ


      “กลุ่มลูกค้าในตลาดนี้เป็นการซื้อเพื่ออยู่จริง และยังเป็นเซ็กเม้นท์ที่เติบโตได้แม้ว่าในภาพรวมของตลาดอสังหาฯ จะปรับตัวลดลง อย่างไรก็ดี หากเจาะลึกลงไปในแต่ละเซ็กเม้นท์ของตลาดทาวน์โฮมจะพบว่า ความต้องการของคนที่มองหาบ้านทาวน์โฮม ให้ความสนใจเป็นอย่างมากกับการออกแบบที่ต้องปรับเปลี่ยนได้ตามไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่ มีความปลอดภัยสูงรวมถึงโครงการอยู่ในทำเลที่สามารถเดินทางได้หลายรูปแบบทั้งระบบขนส่งสาธารณะ และ รถยนต์ส่วนตัว” นายสุธี กล่าว


      โดยความสำเร็จในแต่ละโครงการ “บูทีค ทาวน์โฮม” ที่ “นายณ์ เอสเตท” ดำเนินงานมุ่งเน้นความสำคัญใน เรื่องหลัก ได้แก่ ทำเลกลางเมืองเดินทางสะดวก  ดีไซน์สวย ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่คนทำงาน 25-40 ปี และราคาจับต้องได้

     ในด้านของทำเลที่ตั้ง โครงการเฌอคูน สุุขุมวิท 77 ตั้งอยู่ในทำเลที่สามารถเข้าออกได้หลายทาง หรือการโดยสารสาธารณะ เพราะตัวโครงการอยู่ในทำเลรถไฟฟ้าสายศรีนครินทร์ สายสุขุมวิทช่วยเชื่อมต่อการใช้ชีวิตให้ง่ายดายยิ่งขึ้น โดยอยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า MRT ศรีนครินทร์ 38 เพียง 900 เมตร และ สถานีรถไฟฟ้า BTS อ่อนนุช กม. สำหรับคนที่เดินทางรถยนต์ส่วนตัวจะใช้จุดทางด่วนบางนา กม.  ด่านสุขุมวิท62 7 กม. และ ด่านบางจาก ที่อยู่ห่างประมาณ กม. ส่วนคนที่มีไลฟ์สไตล์ชอบการชอปปิ้ง เฌอคูน จะอยู่ใกล้กับห้างสรรพสินค้าซีคอนสแควร์ และ  พาราไดซ์ พาร์ค  แม็คโคร ศรีนครินทร์และ เซ็นทรัลบางนา กม.  นอกจากนี้ยังอยู่ในรัศมีการเดินทางที่สะดวกไปยังโรงพยาบาลสินแพทย์ โรงพยาบาลไทยนครินทร์ และโรงพยาบาลบางนา

      และอีกหนึ่งความสำเร็จของ “บูทีค ทาวน์โฮม” โครงการนี้มาจากแนวคิดของโครงการ Warm Mullion การใช้เส้นสายที่เป็นองค์ประกอบของตัวบ้าน การใช้แสงและเงาเข้ามาในตัวบ้านเพื่อให้เกิดความสมดุลในการอยู่อาศัย ขณะที่ภายในตัวบ้านออกแบบให้มีหน้ากว้าง 5.5 เมตร จอดรถได้ คัน  รวมถึงมี Cross ventilation เพื่อให้ลมไหลเวียนผ่านตัวบ้าน เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีโครงสร้างที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการต่อเติมในอนาคต

      “การออกแบบเพื่อรองรับการต่อเติมในอนาคตเป็นเรื่องที่สำคัญมากและเป็นหนึ่งในการตัดสินใจเลือกซื้อบ้านเพื่อรองรับการอยู่อาศัยของผู้สูงวัย หรือเปลี่ยนเป็นห้องทำงาน ซี่งสอดรับกับวิถีการใช้ชีวิตของคนในสังคมส่วนใหญ่ที่ใช้ชีวิตและทำงานที่บ้านมากขึ้น”

      สำหรับเฌอคูน สุขุมวิท 77 มีพื้นที่โครงการรวม 13 ไร่ แบ่งการพัฒนาออกเป็น เฟส ได้แก่ เฟส มี ทั้งหมด 45 แปลง สามารถทำยอดขายในวันเปิดตัวมากกว่า 30% , เฟส และ เฟส ซึ่งเป็นโครงการที่รอการพัฒนาในอนาคต ในราคาเริ่มต้น 4.89 ล้านบาท เป็นราคาในระดับคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองแต่ได้พื้นที่การอยู่อาศัยที่มากกว่า ทำให้โครงการในรูปแบบของ “บูทีค ทาวน์โฮม” กลายมาเป็นทางเลือกที่ดี และอยู่ในความสนใจของคนซื้อบ้าน โดยเฉพาะในกลุ่มราคา 5-7ล้านบาทที่ยังขยายตัวได้ดีในปีนี้ ซึ่งเป็นไปทิศทางเดียวกับข้อมูลวิจัยจาก คอลลิเออร์ส ประเทศไทย ที่ระบุถึง ตลาดบูทีค ทาวน์โฮม ช่วงระดับราคา 5.0-7.5 ล้านบาทว่าเป็นกลุ่มสินค้าที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา โดยพบว่ามีอุปทานที่อยู่ระหว่างการขายในตลาดที่ 2,280 ยูนิต หรือคิดเป็น 6.9% ของอุปทานทาวน์โฮม ทั้งหมดในตลาด นับเป็นสัดส่วนค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับช่วงระดับราคาอื่น ๆ

 
     นอกจากนี้ ความต้องการที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มบูทีค ทาวน์โฮม ยังมาจากกลุ่มลูกค้าที่เคยสนใจซื้อคอนโดมิเนียม เปลี่ยนการตัดสินใจมาซื้อทาวน์โฮมเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 หลายบริษัทมีนโยบายให้พนักงานหยุดอยู่บ้าน หรือ Work from home ทำให้มองหาที่อยู่อาศัยในขนาดพื้นที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ในช่วงที่ผ่านมาหลายโครงการสามารถปิดขายยอดการขายได้เกินจากเป้าที่วางไว้
Read More
จัดเต็ม! ผสานพลังจัดงาน SETA 2022, SOLAR+STORAGE ASIA 2022 และ Enlit Asia 2022

จัดเต็ม! ผสานพลังจัดงาน SETA 2022, SOLAR+STORAGE ASIA 2022 และ Enlit Asia 2022

ผสานพลังรวมกันจัดงาน
SETA 2022, SOLAR+STORAGE ASIA 2022 และ Enlit Asia 2022
     เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม 2565 เวลา 18.30-21.30 น. ณ ห้องอาหารนิมิตร ชั้น 27 โรงแรม 137 Pillars Suites & Residences Bangkok (สุขุมวิท 39) ได้มีการจัดงาน Launch Party ของ 3 งาน พลังงานใหญ่ SETA 2022, SOLAR+STORAGE ASIA 2022 และ Enlit Asia 2022
     มร.ไซมอน ฮอร์ ผู้อำนวยการจัดงาน Enlit Asia และ นายนภปฏล สุขเกษม  กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และผู้อำนวยการฝ่ายลูกค้ารายใหญ่ งานพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย หรือ Sustainable Energy Technology Asia (SETA 2022) และ งานพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงานแห่งเอเชีย (SOLAR+STORAGE ASIA 2022) ได้ร่วมกันจัดงาน Pre-Launch Party SETA 2022, SOLAR+STORAGE ASIA 2022 & Enlit Asia 2022 โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ประจิน จั่นตอง ประธานในพิธีการจัดงานครั้งนี้ ขึ้นกล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหารจากองค์กรต่างๆ ที่ร่วมสนับสนุนการจัดงาน และหน่วยงานจากกลุ่มพลังงานที่มาร่วมงานอย่างมากมาย
     มร.ไซมอน ฮอร์ ผู้อำนวยการจัดงาน Enlit Asia กล่าวว่า Enlit Asia ได้จับมือร่วมกับงาน Sustainable Energy Technology Asia 2022 (SETA) และ SOLAR+STORAGE ASIA 2022 (SSA) ที่จัดขึ้นโดย บริษัท แกท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และหน่วยงานด้านพลังงานทั้งภาครัฐและเอกชน โดยหวังว่างานจะผลักดันให้เกิดความร่วมมือ แลกเปลี่ยนความคิด ในการนำเทคโนโลยี และพลังงานสะอาด มาทดแทนพลังงานสิ้นเปลือง
     การจัดงานแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ 1.งานประชุมนานาชาติ 2.งานสัมมนาภาคภาษาไทย ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ 3. งานแสดงสินค้าและนิทรรศการนานาชาติ แบ่งเป็นโซน Power, Utilities,Grid, IPP/SPP/VSPP, Renewable Energy, Solar, Energy Storage, EV and charging system และ Hydrogen  และ 4. การจับคู่ธุรกิจ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-22 กันยายน 2565 ณ ศูนย์ประชุมและนิทรรศการไบเทค บางนา โดยคาดว่า จะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 15,000 คน ทั้งในและต่างประเทศกว่า 70 ประเทศทั่วโลก
     นายนภปฏล สุขเกษม  กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า ในฐานะเจ้าภาพจัดงาน Sustainable Energy Technology Asia 2022 (SETA) และ SOLAR+STORAGE ASIA 2022 (SSA) ร่วมกับ Enlit Asia 2022 ทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาคีต่างๆ ได้ร่วมการสนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อสร้างให้เป็นเวทีในการส่งเสริมการเติบโตทางธุรกิจ และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ นวัตกรรมและเทคโนโลยี และร่วมกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาในทุกๆ ด้านของอุตสาหกรรมพลังงานของประเทศและในภูมิภาค 
     ทั้งนี้ ในปี 2565 ก็ยังคงได้รับการสนับสนุนการจัดงานจากกระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์และวิจัย กระทรวงอุตสาหกรรม  กระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษกิจและสังคม  และ กระทรวงมหาดไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง ปตท.สผ. ในการตอบโจทย์ต่อเป้าหมายในการยกระดับประเทศไทยสู่เวทีโลก จึงขอเชิญชวนทุกท่าน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน ที่ไบเทค บางนา โถง EH 100-104 รวมพื้นที่กว่า 30,000 ตร.ม. ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม และลงทะเบียนร่วมงานได้ที่ www.setaasia.com และ www.solarstorageasia.com 
     ด้าน ดร.ประจิน จั่นตอง ประธานในพิธีการจัดงาน SETA 2022, SOLAR+STORAGE ASIA 2022 & Enlit Asia กล่าวว่า ปีนี้ SETA จะได้จัดงานร่วมกับ SOLAR+STORAGE ASIA 2022 (SSA) อันเป็นงานด้านเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงานของเอเชีย จะจัดเป็นครั้งแรกในประเทศไทย และงาน Enlit Asia 2022 ซึ่งเป็นงานด้านผู้ผลิตกระแสไฟฟ้าและโครงข่ายไฟฟ้าของโลก ภายใต้หัวข้อ “Accelerating ASEAN’s Energy Transition to Achieve Carbon Neutrality” เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายพลังงานและเศรษฐกิจของรัฐบาล ตามการประกาศเจตนารมณ์ในเวทีการประชุม COP26 ผู้นำโลกร่วมเจรจา เร่งดำเนินงานแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศตนเอง ด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศทั่วโลกที่จะร่วมมือกันทุกภาคส่วน สนับสนุนการใช้พลังงานที่ยั่งยืนอย่างจริงจัง สร้างความแข็งแกร่ง และขยายฐานลูกค้าในกลุ่มพลังงาน โดยปีนี้จะเน้นเรื่องการเปลี่ยนถ่ายไปสู่การใช้เทคโนโลยีสะอาด 
     ในครั้งนี้ยังมีการเสวนาเกี่ยวกับ "Thailand Energy Talk”  นำโดย นายผจญ ศรีบุญเรือง นายกสมาคมการค้าก๊าซขีวภาพไทย , รศ.ดร.ยศพงษ์ ลออนวล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาความยั่งยืน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, หัวหน้าศูนย์วิจัย Mobility And Vehicle Technology Research Center (MOVE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และ นายกสมาคมกิตติมศักดิ์ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย, มร.ทิโม แอสเพอลิน (Mr.Timo Aspelin) ผู้อำนวยการ TMU Service Asia Sumitomo SHI FW พร้อมด้วย นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน.
     ปิดท้ายด้วยพิธีการลงนามในสัญญา MOU ร่วมกันจัดงานระหว่าง Enlit Asia 2022 และ SETA 2022 & Solar+Storage Asia 2022 โดยมี ดร.ประจิน จั่นตอง, นายนภปฏล สุขเกษม  และ คุณวุฒยา หนุนภักดี ร่วมเป็นพยานในครั้งนี้ด้วย
Read More
ข่าวแว่วว่า ‘ดร๊าฟ-ดวงฤทธิ์’  ขุนพลใหม่ นายกลุงตู่

ข่าวแว่วว่า ‘ดร๊าฟ-ดวงฤทธิ์’ ขุนพลใหม่ นายกลุงตู่

จับตา ‘ดร๊าฟ-ดวงฤทธิ์’ 
ขุนพลใหม่ นายกลุงตู่
     เอ่ยชื่อ “ดร๊าฟ-ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง” บนถนนการเมืองยามนี้ ต้องบอกว่า ความรู้ ความสามารถ ไม่ธรรมดา แค่เพียงระยะเวลาไม่กี่ปี สามารถไต่เต้าทำงานทางการเมืองมาแล้วหลายบทบาทและหน้าที่ ซึ่งแต่ละงานที่ได้รับมอบหมาย ก็มีผลงานเป็นที่ประจักษ์
     “ดร๊าฟ”แรกเริ่มชิมลางการเมืองด้วยการเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 25 พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนจะย้ายเข้าสังกัดพรรครวมพลังประชาชาติไทย พ่วงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน ลุยงานเป็นที่ยอมรับ ทั้งจากผู้ใช้แรงงาน และแวดวงราชการ
     เพราะคือผู้อยู่เบื้องหลัง การผลักดันมาตรการเยียวยาผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ตั้งแต่การระบาดระลอกแรก ด้วยการจ่ายชดเชยที่ 62% จนสำเร็จ
     ก่อนจะได้รับเสียงสนับสนุนขึ้นชั้นเป็นเลขาธิการพรรครวมพลังประชาชาติไทย พร้อมกินตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีและโฆษกกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
     มาถึงตรงนี้ “ดร๊าฟ”เหมือนเสือติดปีกทำงานพุ่งทะยาน ทะลุเป้า องศาแตก เนื่องจากกลายเป็นนักบริหารการศึกษาตัวยง โชว์ผลงาน 12 เดือน 12 ของดี กระทรวง อว. โดยเฉพาะการจ้างงานนักศึกษาและรากหญ้าลงสู่ชุมชน หรือ u2t และดึงนักศึกษาเข้าแคมป์ เป็นส่วนหนึ่งของกระบอกเสียงในการช่วยชาติอย่างโดดเด่น
     อย่างนี้แล้ว แปลกอะไร ถ้ามีข่าวแว่วว่า นายกลุงตู่ จะวางใจส่งซิกให้มีการทาบทาม “ดร๊าฟ” ย้ายเข้าสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อเป็นขุนพลการเมือง ช่วยทำงานให้ประเทศไทยและประชาชนต่อไป
     31 มีนาคม นี้ จึงอย่ากระพริบตา งานเปิดตัวพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นอันขาด
Read More
ประกาศรางวัลสุดยอดสื่อสร้างสรรค์แห่งปี กกพ. ซูเปอร์กบจูเนียร Bio Teenergy วัยรุ่นไทยรู้ใช้พลังงานไบโอ

ประกาศรางวัลสุดยอดสื่อสร้างสรรค์แห่งปี กกพ. ซูเปอร์กบจูเนียร Bio Teenergy วัยรุ่นไทยรู้ใช้พลังงานไบโอ

กกพ. ประกาศผลรางวัลสื่อสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งปี

 ซูเปอร์กบจูเนียร Bio Teenergy วัยรุ่นไทยรู้ใช้พลังงานไบโอ 

พลังงานหมุนเวียนจาก Biogas และ Biomass

กกพ. ร่วมประกาศผลรางวัลสื่อสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งปี ซูเปอร์กบจูเนียร์ Bio Teenergy วัยรุ่นไทยรู้ใช้พลังงานไบโอ ใน Concept Clean Energy For Life การใช้พลังงานสะอาดเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน การประกวดสื่อสร้างสรรค์ฝีมือเยาวชน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น อาชีวศึกษา หรือเทียบเท่า ชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 500,000 บาท ภายใต้โครงการคนบันดาลไฟ ปี 2 โดยผลงานที่ได้รับรางวัลสุดยอดสื่อสร้างสรรค์แห่งปี ซูเปอร์กบจูเนียร์ ได้แก่ผลงานเรื่อง กระต่ายกับเต่า จากโรงเรียนประเทืองทิพย์วิทยา กรุงเทพมหานคร รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ผลงานเรื่อง สุดสะแนนหญ้าเนเปียร์ จากโรงเรียนพิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ผลงานเรื่อง ซาก จาก โรงเรียนทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช โดยกิจกรรมในครั้งนี้เกิดขึ้นและประสบผลสำเร็จได้ โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ให้การสนับสนุน บริษัท ทีวีบูรพา จำกัด ผ่านกองทุนพัฒนาไฟฟ้า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 เพื่อดำเนินโครงการ “คนบันดาลไฟ ปี 2” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ และสามารถนำไปใช้ได้จริง 

ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ กรรมการกำกับกิจการพลังงาน เปิดเผยว่า โครงการกบจูเนียร์ Bio Teenergy เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ สร้างการเรียนรู้ สร้างความตระหนักในคุณค่าของพลังงานสะอาดที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ จนเกิดความเข้าใจนำไปสู่การส่งเสริม สนับสนุน และลงมือทำโดยกลุ่มเยาวชน ที่เป็นเป้าหมายหลัก เพื่อให้เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อน การเข้าถึงพลังสะอาดอย่างไม่มีขีดจำกัด เพื่อการพัฒนาประเทศในอนาคตต่อไป เพราะพลังงานเป็นเรื่องสำคัญ และจำเป็นสำหรับทุกชีวิต หากเราสามารถใช้พลังงานสะอาดเพื่อทดแทนการใช้พลังงานจากฟอสซิลได้เพิ่มมากขึ้น ก็จะส่งผลให้ผู้ใช้และผู้อื่นในสังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งในระดับบุคคล ชุมชน สังคม จนถึงระดับประเทศในทุกๆ มิติ ทั้งด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ ฯลฯ จึงเกิดเป็นแนวคิด การเข้าถึงพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน กระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ด้วยการสื่อสารอย่างเต็มรูปแบบ โดยกิจกรรม กบจูเนียร์ Bio Teenergy วัยรุ่นไทยรู้ใช้พลังงานไบโอ พลังงานหมุนเวียน BIOGAS BIOMASS เป็นการประกวดสื่อสร้างสรรค์กับพลังงานทางเลือกใหม่ ที่เชิญชวนเด็กไทยทั่วประเทศส่งผลงานการผลิตสื่อให้ความรู้ และสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยรู้จักและเข้าใจประโยชน์ของพลังงานหมุนเวียนจาก Biogass และ Biomass พลังสะอาดเพื่อคุณภาพชีวิต ชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 500,000 บาท พร้อมเผยแพร่ผลงานผ่านสื่อ Online 

สำหรับโจทย์และเนื้อหาการประกวด กบจูเนียร์ Bio Teenergy วัยรุ่นไทยรู้ใช้พลังงานไบโอ มีเกณฑ์การประกวด 4 หัวข้อคือ 1. รวมทีมระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา หรือเทียบเท่า ไม่เกิน 10 คน พร้อมครูที่ปรึกษา 2. ส่งคลิปวิดีโอ ความยาว 5 นาที ไม่จำกัดรูปแบบ ทั้งสารคดี ภาพยนตร์สั้น มิวสิควิดีโอ โฆษณา หรือ Viral 3. คุณภาพชิ้นงาน มาตรฐานไฟล์ Full HD 1920x1080 25p/PAL (Bitrate 25 MB) 4. เนื้อหาการนำเสนอ ตอบโจทย์ ตรงตามหัวข้อที่กำหนดที่ประกอบไปด้วย ความรู้การเชื่อมโยง, นวัตกรรมเทคโนโลยี, กระบวนการวิธีการผลิต, สิ่งแวดล้อมในชีวิต, อาชีพเศรษฐกิจ, พลังงานและคุณภาพชีวิต, แนวคิดแรงบันดาลใจ ในส่วนเกณฑ์การตัดสินที่จะดูเรื่องของความถูกต้องของเนื้อหา ความคิดสร้างสรรค์ เทคนิคการผลิต 

โดยผลงานที่ได้รับรางวัลสุดยอดสื่อสร้างสรรค์แห่งปี ซูเปอร์กบจูเนียร์ ได้แก่ผลงานเรื่อง กระต่ายกับเต่า จากโรงเรียนประเทืองทิพย์วิทยา กรุงเทพมหานคร รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ผลงานเรื่อง สุดสะแนนหญ้าเนเปียร์ จากโรงเรียนพิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ผลงานเรื่อง ซาก จาก โรงเรียนทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมในโครงการ “คนบันดาลไฟ ปี 2” ที่มุ่งต่อยอดจากความสำเร็จอย่างต่อเนื่องจากโครงการ “คนบันดาลไฟ” ในปี พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา ภายใต้แนวคิด พลังสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไปสู่กลยุทธ์การสื่อสารอย่างเต็มรูปแบบในปี พ.ศ. 2563 โดยมุ่งเน้นการสร้างแรงบันดาลใจจนก่อเกิดเป็นรูปธรรม รวมถึงการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และสร้างเครือข่ายใหม่จากพลังงานหมุนเวียน เพื่อความยั่งยืนด้านพลังงานในประเทศอย่างต่อเนื่อง

Read More

ช่อง copthai tv สถานีทีวีตำรวจ

Sponsor

AD BANNER