จุรินทร์ ติดตามประกันรายได้เกษตรกร จ.พังงา

จุรินทร์ ติดตามประกันรายได้เกษตรกร จ.พังงา

จุรินทร์ กลับพังงา ! คึกคัก ติดตามประกันรายได้เกษตรกร
 
     เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2563 เวลา 14.00 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประชุมติดตามความคืบหน้าการดําเนิน โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง และสวนปาล์มน้ํามัน ปี 2562/2563 ณ ที่ว่าการอําเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา
    นายจุรินทร์ กล่าวว่า ดีใจได้มีโอกาสมาพบกับพี่น้องหลายคนบอกว่าไม่ได้มาเป็นปี วันนี้ไม่ได้มาทางภูเก็ตเพราะว่าสนามบินภูเก็ตเปิดแต่เต็ม จึงต้องไปลงเครื่องที่กระบี่ และตีรถมาที่นี่ ดีใจที่ได้พบพี่น้องอบอุ่นเหมือนเดิมพี่น้องยังมีน้ำใจกับผมอย่างดีเหมือนหลายปีที่ผ่านมา 
     และได้เปิดประชุมพร้อม กล่าวว่า ประกันรายได้ไม่ใช่ประกันราคา เช่นยางประกันรายได้ ไม่ใช่ว่ายางจะต้องราคากิโลกรัมละ 40, 50 ,60 ราคาต้องเป็นไปตามกลไกตลาด ไม่สามารถสั่งขึ้นสั่งลงได้ถ้าคนต้องการมากราคาก็สูง ไม่เช่นนั้นจะผิดหลักองค์การค้าโลกราคาต้องเป็นไปตามกลไกของตลาด สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ประกัน คือ ประกันรายได้เพราะสถานการณ์ในอนาคตหลายตัวมีปัญหา ถ้าน้ำมันราคาลง ราคาถูก คนจะหันไปใช้ยางเทียมมากขึ้น เพราะยางเทียมทำจากน้ำมัน น้ำมันถูกยางเทียมก็จะถูก บ้านเรายาง 100 กิโลกรัมเอาไปทำยางรถยนตร์ 80 กิโลกรัมถ้าเศรษฐกิจดี รถยนต์ขายดี ยางรถยนต์ก็จะขายดีไปด้วย แต่ถ้าราคาน้ำมันตก ส่วนผสมถ้าทำจากยางพาราแพงก็จะนำยางเทียมไปผสมมากขึ้น เพราะยางเทียมราคาถูกมากกว่า เพราะผลิตจากน้ำมันยางก็จะราคาตก 
     จึงเป็นที่มาของพรรคคิดว่าต่อไปนี้ถ้าเรามีโอกาสมาเป็นรัฐบาลเราจะประกันรายได้ซึ่งไม่ผิดหลักองค์การการค้าโลก ถ้าวันไหนราคายางตกกว่าราคาที่ประกัน 60 บาทจะมีช่องว่างระหว่าง 60 บาทกับราคาในตลาด วันนี้ยางเฉลี่ยกิโลกรัมละประมาณ 40 บาท รัฐบาลจะประกันราคาที่ 60 บาทจะมีส่วนต่างอยู่ 20 บาทต่อ 1 กิโลกรัม เมื่อมีนโยบายประกันรายได้ไม่งั้นจะมีรายได้ทางเดียวจากมีการนำยางแผ่นได้กิโลกรัมละ 40 บาท แต่ถ้ามีประกันรายได้พี่น้องจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งเป็นสองทางทางที่หนึ่งเอายางไปขายที่ร้านได้กิโลกรัมละ 40 บาท ทางที่สองพี่น้องจะได้ส่วนต่างอีกกิโลกรัมละ 20 บาท มาใส่กระเป๋าขวา เป็น 60 บาทตามรายได้ที่ประกัน ซึ่งเป็นนโยบายที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันทางเศรษฐกิจและช่วยเหลือพี่น้องชาวเกษตรกรได้จริงแม้จะไม่สามารถทำให้ยางกิโลกรัมละ 70 บาท 80 บาท
     เราประกันมาแล้วหนึ่งปี ถัดไปจะเดินหน้าเดือนหน้าเราจะเดินหน้าต่อและเรื่องข้าวกำลังจะเอาเข้า ครม.เรื่องยางจะเข้า ครม.ถ้าไม่ผิดพลาดอังคารหน้า จะเข้า ครม.ช่วยประกันราคายางให้พี่น้อง 
     " สำหรับผลไม้ต้องมีมาตรการอื่นเช่นช่วยในการดำเนินการช่วยเหลือให้พี่น้องที่ปลูกผลไม้ที่จะไม่เก็บไว้นานและไม่ทำให้ราคาตก ใครก็ตามที่รวบรวมและกระจายในตลาดให้ 3 บาทจะได้ไม่กองอยู่ที่เกษตรกรจะทำให้ราคาตกมา ให้ส่งออกให้กิโลกรัมละ 5 บาท ถ้าสหกรณ์เกษตรกรรวมเองขนของออกเองได้กิโลกรัมละ 5 บาท ผมสั่งองค์การสวนยางแล้วกันจะให้ประเทศไทยแล้วให้ไปคิดสงเคราะห์ไร่ละ 16,000 บาท ต่อไปนี้จะให้โค่นหนึ่งแถวและปลูกพืชอื่นหนึ่งแถวและไม่ใช่ให้ 16,000 จะให้มากกว่านี้ให้ไปคิดมา และปลูกพืชที่มีอนาคตอื่น" 
     กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จะช่วยทำกล่องถ้าพี่น้องต้องการก็ประสานพาณิชย์จังหวัดให้พาณิชย์จังหวัดลงมาดูกับเกษตรจังหวัดลงมาประชุมและบอกให้เกษตรกรถ้าต้องการใส่กล่องให้กล่องฟรีทำไว้แล้วเอามาแต่เรามาแจกเอามาแจกตอนนี้ไปรษณีย์ไม่คิดค่าส่ง 200 ตันให้ฟรีส่งปั่นไปรษณีย์ไทยโดยเฉพาะมังคุดที่จำเป็นและก่อนมาที่นี่ไปหิวขึ้นเครื่องไม่เกิน 20 กิโลกรัม ขึ้นเครื่องบินฟรี 
     ลำไยผมก็ไปเพิ่มมาอีกแปดประเทศแนะนำผู้ส่งออกของเรา 45 บริษัทขายลำไยขายออนไลน์สองวันตั้งเป้าไว้ว่า 550 ล้านบาทให้ได้ขายเสร็จสองวันจาก 11,000 ตามที่ตั้งเป้าไว้เราขายได้ 32,000 ตันได้เงินจากเป็น 2100 ล้านบาทความต้องการเพิ่มให้จากประเทศไทยในตลาดโลกยังมีอีกมากแม้ว่าจะมีวิกฤติโควิดแต่เราต้องปรับเป็นช่องทางออนไลน์ ใครที่สนใจผมจะจัดเจ้าหน้าที่มาอบรมให้
     ให้พาณิชย์จังหวัดประสานกลับในจังหวัดช่วยดูว่าใครสนใจที่จะอบรมการค้าออนไลน์หรือใครที่เข้าออนไลน์อยู่แล้วแต่ยังไม่เก่งยังไม่ตกผลึกมาอบรมให้เข้มข้น จนกระทั่งทำเป็นแล้วนำคนที่ประสบความสำเร็จเป็นชาวบ้านเหมือนเรามาสอนให้ด้วย เหมือนบางฮาซันขายไปแห้งชิงชังปลาหมึกแห้งทดลองขาย 20 นาทีไลฟ์สดขายได้ 200,000 บาท ต่อไปจะได้ไม่ต้องพึ่งพ่อค้าคนกลางเพราะเราผลิตเราปลูกเราใส่กรองเราขายเองได้เลยส่งไปรษณีย์เอง เราได้กำไรกับเรามากขึ้น
Read More
"กระทรวงแรงงาน" ประกาศ 15 มาตรการ ช่วยเหลือลูกจ้าง นายจ้าง และผู้ประกอบการ

"กระทรวงแรงงาน" ประกาศ 15 มาตรการ ช่วยเหลือลูกจ้าง นายจ้าง และผู้ประกอบการ

     วันที่ 27 มีนาคม 2563 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบมาย ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน ประกาศมาตรการ 15 ข้อ ของทางกระทรวงแรงงานที่ช่วยเหลือ ลูกจ้าง นายจ้าง และผู้ประกอบการ โดยกล่าวว่า "มาตรการทั้ง 15 ข้อ ได้ครอบคลุมถึงทุกหน่วยงานในกระทรวงแรงงานทั้งหมด เพื่อที่จะ ช่วยเหลือ เยียวยาพี่น้องแรงงานในทุกๆด้าน พร้อมทั้ง ทำงานร่วมกัน ระหว่างกระทรวงแรงงานและภาคประชาชน" ทั้งนี้ยังฝากส่งกำลังใจถึงพี่น้องแรงงาน และผู้ประกอบการ ทุกคน ให้ต่อสู้วิกฤต COVID-19 ร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจกัน เราจะผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน
Read More
กรมศุลกากร เผยผลจับกุม ประจำเดือนมีนาคม 63

กรมศุลกากร เผยผลจับกุม ประจำเดือนมีนาคม 63

     วันนี้ (วันที่ 11 มีนาคม 2563) เวลา 13.30 น. ณ ศูนย์แถลงข่าว ชั้น 2 อาคาร 1 กรมศุลกากร นายชัยยุทธ คำคุณ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร กล่าวว่า อธิบดีกรมศุลกากร มีนโยบายให้มีการประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจแก่ประชาชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในเชิงนโยบาย โครงการ และประเด็นต่าง ๆ โดยมอบหมายให้คณะโฆษกกรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินการ และได้กำหนดให้มีการแถลงข่าวประจำทุกเดือน สำหรับประเด็นที่น่าสนใจ ในการแถลงข่าวประจำเดือนมีนาคม 2563 (Monthly Customs Press 6 /2563) ได้แก่ (1) ผลการตรวจพบการกระทำความผิดประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2563 (2) ครั้งแรกในการจัดเก็บดีเอ็นเองาช้าง ขยายผลคดีใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ (3) ชี้แจงข้อเท็จจริงและแจ้งเตือนการหลอกลวงกรณีอ้างชื่อกรมศุลกากร (4) จากกรณีที่มีข่าวในเพจของสื่อโซเซียล มีรายละเอียดในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้

     (1) ผลการตรวจพบการกระทำความผิดประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2563
     ตามที่ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมศุลกากร มีนโยบายสำคัญในการเร่งรัดปราบปรามการลักลอบและหลีกเลี่ยงนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง เพื่อความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี ปกป้องสังคมและสิ่งแวดล้อม จึงสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดพร้อมหน่วยปฏิบัติการวางแผนตรวจค้นจับกุมอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ เพื่อสกัดกั้นป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น สินค้าเกษตร น้ำมัน ยาเสพติด IPRs และสินค้าละเมิดอนุสัญญา CITES โดยสืบสวนหาข่าวและออกลาดตระเวนด้วยรถยนต์ ตรวจค้นรถบรรทุก โกดัง บ้านเรือน แหล่งจำหน่าย สถานที่เก็บรักษาที่เชื่อได้ว่ามีของผิดกฎหมายเก็บซุกซ่อนอยู่ อีกทั้งยังมีแผนการป้องกันและปราบปรามสินค้าดังกล่าว ในช่วงเวลาซึ่งมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในการลักลอบ นอกจากนี้ มีการบูรณการกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่น ทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง อาทิ ทหาร กอ.รมน. ปปส. บช.ปส. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สถานทูตต่างๆ Interpol DEA เป็นต้น เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการข่าวระหว่างกัน
     สำหรับเดือนกุมภาพันธ์ 2563 กรมศุลกากรตรวจพบการกระทำผิดตามกฎหมายศุลกากรหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับศุลกากรได้ทั้งสิ้น 2,196 คดี คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 140 ล้านบาท โดยเป็นคดีลักลอบคิดเป็นร้อยละ 74.6 ของมูลค่าทั้งหมด ทั้งนี้ สินค้าที่มีมูลค่าการลักลอบนำเข้าที่สำคัญได้แก่ บุหรี่ และเคตามีน ส่วนสินค้าที่มีมูลค่าการลักลอบส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ แอมเฟตามีน

      ผลงานที่น่าสนใจในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 มีดังนี้


     1.ยาเสพติด

     1.1 เมื่อวันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 กรมศุลกากรได้ติดตามผู้โดยสารหญิงชาวไทยต้องสงสัยว่าอาจมีการลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาในประเทศไทย ต้นทางจากประเทศอินเดียปลายทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
     จากการสืบสวนเชิงลึก พบว่าผู้ต้องสงสัยรายนี้เป็นหนึ่งในกลุ่มชาวต่างชาติที่ลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาในประเทศแล้วทำการแบ่งบรรจุเพื่อขายในประเทศ ส่วนหนึ่งส่งออกไปไต้หวัน ผลการตรวจสอบพบ ยางกัญชา จำนวน 9.5 กก. ซุกซ่อนในช่องลับของกระเป๋าเดินทาง จึงถูกจับกุมและนำมาขยายผลไปยังผู้สั่งการ
     ต่อมาทาง Airport Interdiction Task Force: AITF ได้วางกำลังเพื่อจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องจนกระทั่งชุดจับกุม ได้ทำการจับกุมชายชาวต่างชาติซึ่งเป็นผู้สั่งการ ผลการตรวจค้นพบเคตามีนประมาณ 6 กก. และกัญชาแห้ง 2 ถุง น้ำหนักประมาณ 135 กรัม พร้อมอุปกรณ์การแบ่งบรรจุตาชั่งที่ปิดผนึกถุงพลาสติก
     จากการสืบสวนเพิ่มเติม พบสถานที่แบ่งบรรจุเป็นห้องพักย่านคลองจั่น จึงได้เข้าทำการตรวจค้น พบเคตามีน 1 ถุง น้ำหนัก 135 กรัม อุปกรณ์สำหรับอำพรางยาเสพติด ที่จัดทำเพื่อซุกซ่อนยาเสพติดล็อตใหม่จำนวนหนึ่ง จึงได้จับกุมชายไทยผู้พักอาศัยในห้องดังกล่าวเพิ่มอีก 1 คน นำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี พร้อมยาเสพติดที่ยึดได้ประมาณ 19 ล้านบาท
     1.2 เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 กรมศุลกากรได้ติดตามผู้โดยสารต้องสงสัยชาวต่างชาติ เดินทางมาจากโดฮา กาตาร์ ผ่าน แอดดิสอาบาบา เอธิโอเปีย ปลายทางกรุงเทพ มีความเสี่ยงตามรูปแบบของผู้ลักลอบขนโคเคนเข้าประเทศ ผลการตรวจค้นโดยการเอ็กเรย์พบโคเคนซุกซ่อนในช่องลับรอบกระเป๋าเดินทาง น้ำหนัก 2,110 กรัม มูลค่าประมาณ 6.33 ล้านบาท จึงส่งผู้ต้องหาดำเนินคดีต่อไป
     1.3 ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นมา ส่วนบริการศุลกากรไปรษณีย์ สำนักงานศุลกากรกรุงเทพ กรมศุลกากร ได้ตรวจพบพัสดุต้องสงสัยและได้ทำบันทึกยึด จากผลการตรวจสอบพบยาอี คละสี ต้นทางจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษ ประเภท 1 Ecstasy รวมทั้งสิ้น 88,345 เม็ด มูลค่าโดยประมาณ 70.67 ล้านบาท
และกัญชาแห้ง ต้นทางจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 รวมทั้งสิ้น 3.89 กิโลกรัม มูลค่าโดยประมาณ 778,000.00 บาท

     2. สินค้าเกษตร

     เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 กรมศุลกากรและหน่วยงานความมั่นคง จับกุมเมล็ดข้าวโพดแห้ง ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรจำนวน 45,000 กิโลกรัม มูลค่า 348,750 บาท รถบรรทุก 4 คัน ผู้ต้องหา 4 ราย ของกลางและผู้ต้องหานำส่งด่านศุลกากรแม่สอดดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

     3. เนื้อกระบือแช่แข็ง

     เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 กรมศุลกากรได้ตรวจค้นห้องเย็นของบริษัทแห่งหนึ่ง ตำบลลุมพลี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามหมายค้นของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบสินค้าประเภท เนื้อกระบือแช่แข็ง เมืองกำเนิดประเทศอินเดีย ไม่มีหลักฐานการผ่านพิธีการศุลกากรมาแสดงขณะตรวจค้น จำนวน 7,492 ลัง น้ำหนักรวม 150,140 กก. มูลค่ามากกว่า 22 ล้านบาท ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

     (2) ครั้งแรก!! จัดเก็บดีเอ็นเองาช้าง ขยายผลคดีใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ


     ตามที่ กรมศุลกากรบูรณาการการทำงานร่วมกันกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการแผนปฏิบัติการงาช้างแห่งประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายโดยใช้เทคนิควิธีการในการสืบสวน และเครื่องมือสนับสนุนการปฏิบัติงาน ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการค้างาช้างผิดกฎหมาย รวมถึงวิเคราะห์ติดตาม กลุ่มขบวนการที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการลักลอบค้างาช้าง ซึ่งเป็นผลให้ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2557 ถึงปัจจุบัน กรมศุลกากรมีผลการตรวจยึดงาช้าง จำนวน 46 คดี ปริมาณงาช้างของกลาง มากกว่า 5.5 ตัน โดยเฉพาะในปี 2558 ได้มีการตรวจยึดงาช้างได้ทั้งสิ้น 5,176 กิโลกรัม ซึ่งเป็นการตรวจยึดมากที่สุดในประเทศไทย

     เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนขยายผลในการดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องในขบวนการลักลอบทั้งหมด จึงเป็นผลให้เกิดการดำเนินการจัดเก็บดีเอ็นเองาช้างของกลางเป็นครั้งแรกของประเทศไทย เพื่อนำไปขยายผลดำเนินคดีคดีกับผู้เกี่ยวข้องในขบวนการลักลอบทั้งในและนอกประเทศ
     การดำเนินการจัดเก็บดีเอ็นเองาช้างในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐอเมริกา (Homeland Security Investigations : HSI) ซึ่งได้นำผู้เชี่ยวชาญ ดร.แซมมวล วาเซอร์ จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ร่วมกับทีมเจ้าหน้าที่ศุลกากร กองสืบสวนและปราบปราม กรมศุลกากรและเจ้าหน้าที่จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จัดเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากงาช้างของกลางในคดีจากประเทศคองโกและเคนยา ระหว่างวันที่ 17-28 กุมภาพันธ์ 2563 ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยงาช้างที่ดำเนินการเก็บตัวอย่างในครั้งนี้ มีน้ำหนักกว่า 3.23 ตัน (510 ชิ้น) จากประเทศเคนยาและน้ำหนัก 2.25 ตัน (802 ชิ้น) จากประเทศคองโก ตัวอย่างเหล่านี้จะได้รับการตรวจวิเคราะห์ดีเอ็นเอ ที่มหาวิทยาลัยวอชิงตัน โดย ดร. วาเซอร์และทีมงาน เพื่อตรวจสอบว่ามีการเชื่อมโยงกับการตรวจยึดอื่น ๆ หรือไม่ และเพื่อดำเนินคดีกับผู้ลักลอบที่เกี่ยวข้องในที่สุด
     ด้วยความทุ่มเทในการขยายผลการจับกุมไปยังกลุ่มขบวนการลักลอบทั้งภายในและต่างประเทศ และความสำเร็จในการปราบปรามการลักลอบค้างาช้างที่นำเข้าจากแอฟริกา เป็นเหตุผลสำคัญอย่างหนึ่ง ทำให้คณะกรรมการบริหารอนุสัญญาไซเตสถอดประเทศไทยจากบัญชีดำงาช้างไซเตส

     (3) ชี้แจงข้อเท็จจริงและแจ้งเตือนการหลอกลวง กรณีอ้างชื่อกรมศุลกากร

     กรณีบุคคลแอบอ้างเอกสารใบรับรองจากกรมศุลกากรในการรับรองการนำเข้าเงินในกระเป๋าเดินทาง หรือ กรณีที่มีผู้เสียหายได้สั่งซื้อของผ่านทางเว็บไซต์ และมีบุคคลได้แจ้งแก่ผู้สั่งของว่าสินค้ารอการตรวจปล่อยอยู่ที่ศุลกากรและขอให้ผู้เสียหายโอนเงินค่าภาษีอากรและค่าใช้จ่ายอื่นๆ โดยมีการใช้เอกสารที่มีเครื่องหมายตราสัญลักษณ์และชื่อของกรมศุลกากรแจ้งให้โอนเงินค่าภาษีอากรและค่าใช้จ่ายอื่นๆ กรมศุลกากรจึงทำการตรวจสอบเอกสารดังกล่าว พบว่าเป็นเอกสารปลอมที่ไม่ได้มีการออกโดยกรมศุลกากร
     นอกจากนี้ยังมีกรณีที่มีผู้ที่อ้างตัวเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณค่าโฆษณาในการจัดทำหนังสือ รายงาน วารสาร หนังสือรายงานพิเศษเนื่องในโอกาส “ครบรอบ 146 ปี กรมศุลกากร” หรือสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆของกรมศุลกากร โดยมีการกำหนดอัตราค่าโฆษณาไว้อย่างชัดเจนเป็นจำนวนหลักหมื่นขึ้นไป พร้อมทั้งมีข้อความที่ทำให้ผู้ประกอบการเข้าใจผิดว่ากรมศุลกากรมีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทำหนังสือดังกล่าว กรมศุลกากรขอยืนยันว่าไม่เคยมีนโยบายขอรับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการในลักษณะดังกล่าว และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการว่าจ้างสื่อสิ่งพิมพ์รายใดจัดทำหนังสือ รายงาน วารสาร หนังสือรายงานพิเศษเนื่องในโอกาส “ครบรอบ 146 ปี กรมศุลกากร” หรือสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆของกรมศุลกากร แต่อย่างใด
     ทั้งนี้ หากท่านมีข้อสงสัยหรือไม่แน่ใจเกี่ยวกับการดำเนินการใดๆ ทางกรมศุลกากร สามารถติดต่อ สอบถามข้อมูลทางศุลกากรได้ที่ Customs Call Center 1164 หรือ e-mail : 1164@customs.go.th หรือติดต่อด้วยตนเอง หรือโทรศัพท์สอบถามไปยัง สำนักงานหรือด่านศุลกากรทุกแห่ง ในวันและเวลาราชการ

     (4) จากกรณีที่มีข่าวในเพจของสื่อโซเซียล เรื่อง หน้ากากอนามัยจำนวน 5 ล้านชิ้นถูกกัก โดยกรมศุลกากรขอแบ่งจำนวน 2 ล้านชิ้น กรมศุลกากรขอชี้แจงว่า กรมฯ มิได้นิ่งเฉยและทำการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่าภาพที่ทางเพจดังกล่าวได้นำมาลงนั้น เป็นภาพที่เหมือนกับการลงขายหน้ากากอนามัยในต่างประเทศ อีกทั้งทางผู้บริหารได้มีข้อสั่งการให้ตรวจสอบไปยังพื้นที่ ที่อาจมีการนำเข้า และไม่พบกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น เรื่องดังกล่าวจึงไม่เป็นความจริง ทั้งนี้ กรมศุลกากรได้ตระหนักและให้ความสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด และขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าการทำงานของกรมศุลกากรเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม
Read More
กกพ. นำผู้ประกอบการลุยทริป “ลันตาโมเดล” ชมต้นแบบธุรกิจท่องเที่ยวพลังงานสะอาด ลดต้นทุนได้จริง

กกพ. นำผู้ประกอบการลุยทริป “ลันตาโมเดล” ชมต้นแบบธุรกิจท่องเที่ยวพลังงานสะอาด ลดต้นทุนได้จริง


กกพ. จูงมือผู้ประกอบการร่วมทริป“ลันตาโมเดล”  ชมธุรกิจร้านค้า - รีสอร์ทต้นแบบปฏิรูปพลังงานสะอาด
     กกพ.ชี้เปลี่ยนวิกฤตช่วงเศรษฐกิจติดโรค สร้างโอกาสเตรียมความพร้อมสู่ความยั่นยืน ล่าสุด จัดทัพกลุ่มคนบันดาลไฟ ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน  “ลันตาโมเดล” เกาะพลังแดด ปักหมุด 4 พื้นที่เรียนรู้ภาคธุรกิจเชิงพาณิชย์ต้นแบบโซลาร์เซลล์ ช่วยลดค่าไฟ คุ้มค่าในการลงทุน
     ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พร้อมคณะนำผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจต้องการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ลงพื้นที่ศึกษาดูงานเรียนรู้พลังงานสะอาดในพื้นที่ เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ถือเป็นต้นแบบของภาคใต้ที่ใช้โซลาร์เซลล์ในรูปแบบของธุรกิจที่เห็นได้ชัดเจน จึงกลายเป็นที่มาของ อันดามัน Go Green สำหรับการมาศึกษาดูงานในครั้งนี้ ได้เลือกพื้นที่เรียนรู้ 4 จุดได้แก่ 1. ร้านสะดวกซื้อขนาดใหญ่อย่างลันตา มาร์ท 2.อาทยา รีสอร์ท กับ ระบบโซลาร์เซลล์ภายในรีสอร์ท 3.ลานตา ลันตา กับวิถีชีวิตพื้นบ้านของชาวสังกะอู้ 4.คาซ่าบลังก้า รีสอร์ท กับระบบโซลาร์เซลล์และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
     โดยมีวัตถุประสงค์ 1.เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดและการนำความรู้ในครั้งนี้ไปสื่อสารในวงกว้างให้เป็นรูปธรรมการนำโซลาร์เซลล์ไปใช้ในภาคธุรกิจเชิงพาณิชย์ และ 2.เพื่อสร้างองค์ความรู้ให้กับผู้ที่เข้าร่วมทริปในครั้งนี้ นำมาปฏิบัติและประยุกต์ในธุรกิจหรือพื้นที่ของตัวเอง
     สำหรับเกาะลันตานับว่าเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก แต่จากปัญหาความไม่เสถียรของกระแสไฟฟ้า ทำให้ผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ และรีสอร์ทต่างๆ บนเกาะต่างหันมาติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าให้กับกิจการของตัวเองอย่างแพร่หลาย เริ่มจากไพบูลย์ เตชจารุวงศ์ อดีตวิศรกรคอมพิวเตอร์ เจ้าของร้านพาโนรามา เขาเป็นผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์รายแรกปัจจุบันโซลาร์เซลล์ของพาโนรามามีกำลังผลิตประมาณ 1,300 วัตต์ ต่อใช้งานกับปั๊มชักกับพัดลมกระแสตรง และมีแบตเตอรี่เก็บไฟสำหรับส่งผ่านอินเวอร์เตอร์ขนาด 4,000 วัตต์ แปลงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับเพื่อป้อนเครื่องทำน้ำแข็ง 2 เครื่อง, เราเตอร์, เครื่องเสียง, ทีวี และตู้เย็น 1 เครื่องในช่วงกลางวัน
     จากนั้น ในปี 2558 ร้านสะดวกซื้อขนาดใหญ่อย่างลันตา มาร์ท ที่ดำเนินการโดย ขวัญกนก กษิรวัฒน์ จึงสบโอกาสติดตั้งโซลาร์เซลล์จำนวน 160 แผง รวม 48 กิโลวัตต์ เพราะราคาที่ถูกลงมากและตอบโจทย์ในด้านของปัญหาไฟฟ้าตก ดับ กระชาก และยังรวมไปถึงการทำให้ร้านลันตามาร์ท สามารถลดค่าไฟฟ้าจากหนึ่งแสนสองหมื่นบาทต่อเดือน เหลือเพียงเจ็ดหมื่นบาทต่อเดือนเท่านั้น
     จากผลลัพธ์เชิงประจักษ์ ที่ทำให้เห็นถึงศักยภาพ และความคุ้มค่าในการลงทุน ทำให้ผู้ประกอบการโรงแรมและรีสอร์ทในเกาะลันตา เริ่มทยอยติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ทำให้ปัจจุบันตัวเลขของการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บางแห่งเพิ่มอัตรากำลังการผลิตเพื่อรองรับการขยับขยายการใช้บริการลูกค้าของตนเอง เกาะลันตาจึงกลายเป็นเกาะแห่งแรกของประเทศไทยที่มีระบบไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่กลุ่มผู้ประกอบการการท่องเที่ยวใช้ทั่วไปบนเกาะซึ่งสามารถลดภาระให้กับระบบไฟฟ้าสายส่งของภาครัฐได้และได้กลายเป็นจุดขายให้กับการท่องเที่ยวของเกาะลันตา ด้านการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่กำลังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลกในปัจจุบันนี้ด้วย
     ในส่วนพื้นที่ที่ 2 อาทยา รีสอร์ท กับ ระบบโซลาร์เซลล์ภายในรีสอร์ท สำหรับ อาทยา รีสอร์ท โรงแรมหรูระดับ 5 ดาว ที่นี่จะนำระบบการจัดการพลังงานสะอาดมาใช้ภายในโรงแรม ที่ถูกนำมาจัดวาง ติดตั้ง และดีไซน์อย่างเหมาะสมสวยงาม ทำให้พลังงานสะอาดเป็นหนึ่งในจุดสนใจ  และพื้นที่ที่ 3 ซึ่งคณะผู้เข้าร่วมศึกษาดูงานในครั้งนี้ จะได้สัมผัสกับกับวิถีชีวิตพื้นบ้านของชาวสังกะอู้กับเทศกาลลานตา ลันตา ตามรอยยาตรา” วัฒนธรรม ประเพณี วิถีท้องถิ่นชาวสังกะอู้ และนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมงานกว่า 5,000 คน บริเวณชุมชนเมืองเก่าบ้านศรีรายา เทศบาลตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ โดยมีนายสมควร ขันเงิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานเปิดงาน “เทศกาลลานตา ลันตา” ครั้งที่ 17 ประจำปี 2563 ซึ่งงานเทศกาลลานตา ลันตา ครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 มีนาคม 2563 การจัดงานดังกล่าว ช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวของเกาะลันตา และจังหวัดกระบี่ ได้เป็นอย่างดี และยังเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องต่อนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล โดยเน้นการเชิญชวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศให้มาเที่ยวเมืองไทยมากขึ้น ควบคู่กับการส่งเสริมให้คนไทยออกเดินทางท่องเที่ยวในบ้านเราเอง เพื่อสัมผัสกับวิถีไทยต่างๆ อันจะเป็นผลให้คนไทยรักวัฒนธรรมไทย และภาคภูมิใจในความเป็นชนชาติไทย
     พื้นที่ที่ 4 คาซ่าบลังก้า รีสอร์ท กับระบบโซลาร์เซลล์และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รีสอร์ทหรูระดับ 5 ดาว ที่มีระบบจัดการขยะและของเสียแบบ 100% ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่นระบบจัดการขยะแบบ Zero Waste และ ระบบการจัดการน้ำเสียที่ไม่ปล่อยลงสู่ธรรมชาติทันที เพราะต้องเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสียก่อน ที่สำคัญรีสอร์ทแห่งนี้ ยังนำพลังงานสะอาด ระบบโซลาร์เซลล์มาใช้เป็นส่วยใหญ่ อาทิ ระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคา ระบบเครื่องทำน้ำร้อนโซลาร์เซลล์ และ การใช้เครื่องกักเก็บไฟฟ้าที่ทำงานผสมผสานกับโซลาร์เซลล์มาใช้
สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ กลุ่มผู้ประกอบการ ผู้นำชุมชน และประชาชนที่มาจากหลากหลายพื้นที่ ที่เข้าร่วมโครงการศึกษาเรียนรู้ด้านพลังงานสะอาด ที่ทางกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จัดขึ้นร่วมกับภาคเอกชน เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ส่งเสริมการขับเคลื่อนและต่อยอดความรู้ให้แก่ทุกคนที่ร่วมศึกษาเรียนรู้ในทริปนี้ ที่จะได้เรียนรู้พลังงานสะอาดในพื้นที่ต้นแบบที่ถูกพัฒนาและต่อยอด ในด้านพลังงานสะอาดให้เกิดขึ้นอย่างมั่นคงและถาวรต่อไป
     นอกจากนี้ ทางกกพ.เตรียมเร่งจัดทำ Application เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านพลังงานที่เป็นประโยชน์ กับผู้ที่สนใจ คาดว่าจะเปิดใช้งานได้ภายในปี 2563 โดยมองว่าการจัดกิจกรรมต่าง ๆ หรือการเร่งจัดทำ Application ในช่วงนี้นั้น จะเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะที่เกิดปัญหาหลายเรื่องรุมเร้า โดยเฉพาะเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก การดำเนินการในสิ่งเหล่านี้จะเป็นการช่วยเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจสู่ระบบเศรษฐกิจพลังงานสะอาด

CR. https://www.facebook.com/khonbandarnfai/
Read More

ช่อง copthai tv สถานีทีวีตำรวจ

Sponsor

AD BANNER