" ESSO RUN 125 ปี แห่งความผูกพันกับพลังที่ขับเคลื่อนสังคมไทย "

" ESSO RUN 125 ปี แห่งความผูกพันกับพลังที่ขับเคลื่อนสังคมไทย "

เอสโซ่และสภากาชาดไทย
แถลงข่าวกิจกรรมวิ่งการกุศล
" ESSO RUN 125 ปี แห่งความผูกพันกับพลังที่ขับเคลื่อนสังคมไทย "
รวมพลังคนใจบุญ
วิ่งสมทบทุน
ซื้ออุปกรณ์การแพทย์
รพ.สมเด็จฯ ณ ศรีราชา
จังหวัดชลบุรี
     วันที่ 25 กรกฎาคม 2562 ณ ตึกอำนวยนรธรรม สำนักงานจัดหารายได้ชั้น 2 สภากาชาดไทย บริษัท เอสโซ่ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยสภากาชาดไทย และโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ร่วมกันแถลงข่าวการจัดกิจกรรมวิ่งการกุศล ESSO RUN 125 ปี แห่งความผูกพันกับพลังที่ขับเคลื่อนสังคมไทย ในโอกาสครบรอบ 125 ปี บริษัท เอสโซ่ และบริษัทในเครือเอ็กซอนโมบิล ในประเทศไทย เชิญชวนร่วมวิ่งบนเส้นทางประวัติศาสตร์ รอบเกาะรัตนโกสินทร์ รายได้ทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่หักค่าใช้จ่าย มอบให้แก่สภากาชาดไทย เพื่อสมทบทุนซื้ออุปกรณ์การแพทย์ โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา
     ในโอกาสนี้ ม.ร.ว. ปรียางค์ศรี  วัฒนคุณ ผู้ช่วยเลขาธิการและผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย ให้เกียรติเป็นประธานในการแถลงข่าว  โดยมีผู้แถลงข่าว ประกอบด้วย ดร. ทวีศักดิ์  บรรลือสินธุ์ กรรมการบริษัท เอสโซ่ฯ  คุณสุชาติ  โพธิวัฒนะเสถียร กรรมการและผู้จัดการโรงกลั่นน้ำมันเอสโซ่ ศรีราชา พร้อมด้วย ศ. กิตติคุณ นพ. ชัยเวช นุชประยูร  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา จ.ชลบุรี และ คุณจันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย 
     ดร. ทวีศักดิ์  บรรลือสินธุ์ กรรมการ บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงที่มา และวัตถุประสงค์ของกิจกรรม “ESSO RUN : 125 ปี แห่งความผูกพันกับพลังที่ขับเคลื่อนสังคมไทย”  ว่า
     “บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน และ บริษัทในเครือเอ็กซอนโมบิลในประเทศไทย เป็นบริษัทในเครือ เอ็กซอน โมบิล คอร์ปอเรชั่น (Exxon Mobil Corporation) หนึ่งในบริษัทพลังงานใหญ่ระดับโลก  ดำเนินธุรกิจการกลั่นและค้าน้ำมัน รวมถึงจำหน่ายผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์แบบครบวงจร ตลอด 125 ปี เรายังคงให้ความสำคัญในการดำเนินธุรกิจที่ก้าวไปพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสังคม สนับสนุนความเจริญสู่ชุมชน ในด้านต่างๆ ทั้งการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ การพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมถึงความปลอดภัยและสุขอนามัย  และเพื่อเป็นการฉลองโอกาสครบรอบ 125 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย  บริษัทเอสโซ่และบริษัทในเครือเอ็กซอนโมบิลในประเทศไทย จึงร่วมกับสภากาชาดไทยจัดกิจกรรมวิ่งการกุศล “ESSO RUN:  125 ปี แห่งความผูกพันกับพลังที่ขับเคลื่อนสังคมไทย”   เชิญชวนมาร่วมวิ่งบนเส้นทางประวัติศาสตร์รอบเกาะรัตนโกสินทร์ นอกจากช่วยส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพดีด้วยการวิ่งออกกำลังกาย ยังได้ร่วมทำบุญ เพราะ  บริษัทฯ จะนำรายได้ทั้งหมด 100% ไม่หักค่าใช้จ่าย มอบให้แก่สภากาชาดไทย เพื่อสมทบทุนซื้ออุปกรณ์การแพทย์ สำหรับอาคารศรีสวรินทิรานุสรณ์ 150 ปี โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา จ.ชลบุรี” 
     ด้าน  ม.ร.ว. ปรียางค์ศรี วัฒนคุณ ผู้ช่วยเลขาธิการ และ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย ได้กล่าวเปิดงานแถลงข่าวว่า
     “สภากาชาดไทย มีความยินดีอย่างยิ่งและชื่นชมที่ทางบริษัท บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ บริษัทในเครือเอ็กซอนโมบิลในประเทศไทย  ได้จัดงานวิ่งการกุศล “ESSO RUN”  ในเส้นทางรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นเส้นทางประวัติศาสตร์อันสวยงาม และ ยังได้นำเงินรายได้โดยไม่หักค่าใช้จ่าย มาร่วมสมทบทุนซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้กับโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทย ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของสภากาชาดไทยที่ต้องการเป็นศูนย์กลางการให้บริการทางการแพทย์ในภาคตะวันออกที่ได้มาตรฐานระดับสากล พร้อมรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และยังมีความพร้อมในการเตรียมรับ หากเกิดสถานการณ์ อุบัติเหตุ อุบัติภัย ฉุกเฉินได้” 
     ทางด้าน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา  ศ. กิตติคุณ นพ.ชัยเวช นุชประยูร  กล่าวถึง ความสำคัญ และความจำเป็นในการสร้างอาคารศรีสวรินทิรานุสรณ์ 150 ปี  ว่า
     “ต้องขอขอบคุณ บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ บริษัทในเครือ เอ็กซอนโมบิลในประเทศไทย ที่เล็งเห็นความสำคัญในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับอาคารศรีสวรินทิรานุสรณ์ 150 ปี ผ่านกิจกรรมงานวิ่งการกุศล “ESSO RUN” ในครั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบัน โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา  มีความแออัดและรับภาระในการให้บริการผู้ป่วยจำนวนมากกว่า 1 ล้านรายต่อปี และระบบในการรักษาค่อนข้างจะล้าหลัง รวมถึงสภาพอาคารและเครื่องมือในการแพทย์ที่ค่อนข้างเก่าและชำรุด ไม่สามารถรองรับผู้ป่วยวิกฤติ ผู้ป่วยฉุกเฉินที่ประสบอุบัติเหตุหรืออุบัติภัยหมู่ได้ ทางโรงพยาบาลฯ จึงได้ขออนุมัติก่อสร้างอาคารใหม่ในชื่อ อาคารศรีสวรินทิรานุสรณ์ 150 ปี  และมีความจำเป็นที่จะต้องจัดหาอุปกรณ์การแพทย์ เพื่อใช้เป็นศูนย์รักษา พยาบาลรวม ที่ให้การดูแลด้านสุขภาพที่ครบวงจร ทั้งการรักษา ป้องกัน ส่งเสริมสุขภาพ และการฟื้นฟูสุขภาพให้มีคุณภาพพร้อมประสิทธิภาพที่ได้มาตรฐานระดับสากล และรองรับการดูแลผู้ป่วยในกรณีฉุกเฉินได้”
     สำหรับกิจกรรม งานวิ่งการกุศล “ESSO RUN : 125 ปี แห่งความผูกพันกับพลังที่ขับเคลื่อนสังคมไทย”  จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน 2562  บริเวณรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีแลนด์มาร์คทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในเมืองไทย เช่น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม  เสาชิงช้า อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พระบรมรูปทรงม้า และป้อมมหากาฬ เป็นต้น จัดเป็นงานวิ่งที่ชวนนักวิ่งใจบุญมาขยับร่างกายวิ่งได้เหงื่อ พร้อมร่วมทำบุญ โดยเงินรายได้ทั้งหมด 100% นำไปสมทบทุนซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ อาคารศรีสวรินทิรานุสรณ์ 150 ปี  โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา  สภากาชาดไทย โดยแบ่งประเภทการแข่งขันคือ 1. ประเภท VIP  2. ประเภท MINI MARATHON 12.5 KM  และ 3. ประเภท FUN RUN 5 KM.
     มาร่วมแสดงพลังความตั้งใจ(ทำ)ดี ร่วมบริจาคเงินเพื่อสมทบทุนซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับ โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา และร่วมฉลองครบรอบ 125 ปี แห่งความผูกพันของเอสโซ่และ เอ็กซอนโมบิลกับพลังที่ขับเคลื่อนสังคมไทย

     กิจกรรมนี้ รับสมัครผู้เข้าร่วมวิ่งทั้งหมด 3,000 คน ( ขณะนี้ มีผู้สมัครเต็มจำนวนแล้ว ) ผู้ที่สนใจยังสามารถร่วมบริจาคเงินเพื่อร่วมสมทบทุนได้ตลอดกิจกรรม.และสามารถบริจาคโดยตรงได้ที่ สำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขา สภากาชาดไทย เลขบัญชี 045-2-62588-8 ( ระบุวัตถุประสงค์การบริจาค: เพื่อ รพ.สมเด็จฯ ) 
Read More
"เพชรดำ-แสตมป์" นำทัพกำปั้นไทย โชว์แกร่ง ก่อนศึก ONE : DREAMS OF GOLD

"เพชรดำ-แสตมป์" นำทัพกำปั้นไทย โชว์แกร่ง ก่อนศึก ONE : DREAMS OF GOLD

     "บิ๊กปลาย" จิติณัฐ อัษฎามงคล ประธานวัน แชมเปี้ยนชิพ ประจำประเทศไทย เป็นประธานในงาน Open Workout ศึก ONE : DREAMS OF GOLD  พร้อมกับนักกีฬาไทยที่มีคิวขึ้นสังเวียน ได้แก่ เพชรดำ เพชรยินดีอะคาเดมี่, 'สโมคกิ้น' โจ ณัฐวุฒิ, แสตมป์ แฟร์เท็กซ์, บางพลีน้อย เพชรยินดีอะคาเดมี่, เลิศศิลา ภูเก็ตท็อปทีม และ เมืองไทย พีเค.แสนชัยมวยไทยยิม ซึ่งมีคิวดวลในวันที่ 16 ส.ค.นี้ ที่ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี
"บิ๊กปลาย"
จิติณัฐ อัษฎามงคล
ประธาน วัน แชมเปี้ยนชิพ
ประจำประเทศไทย
     เพชรดำ เพชรยินดีอะคาเดมี่ โชว์แกร่งในงาน Open Workout ศึก ONE : DREAMS OF GOLD มั่นใจฟิตเต็มร้อยก่อนป้องกันแชมป์โลก ONE คิกบ็อกซิ่ง รุ่นฟลายเวต กับ อิเลียส เอ็นนาฮาชิ นักชกอันตรายจากเนเธอร์แลนด์ ขณะที่ 'สโมคกิ้น' โจ ณัฐวุฒิ พร้อมเจอศึกหนักในรอบรองชนะเลิศ คิกบ็อกซิ่ง เวิลด์ กรังด์ปรีซ์ รุ่นเฟเธอร์เวต กับของจริงอย่าง จอร์จิโอ้ "The Doctor" เปโตรเซียน พร้อมกับนักกีฬาไทยที่มีคิวขึ้นสังเวียน ได้แก่ แสตมป์ แฟร์เท็กซ์ แชมป์โลก คิกบ็อกซิ่ง และ มวยไทย รุ่นอะตอมเวตหญิง รวมไปถึงซูเปอร์สตาร์คนอื่นๆ อย่าง บางพลีน้อย เพชรยินดีอะคาเดมี่ เลิศศิลา ภูเก็ตท็อปทีม และ เมืองไทย พีเค.แสนชัยมวยไทยยิม ณ โรงแรมโกลเด้น ทิวลิป ซอฟเฟอริน เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา
     ความเคลื่อนไหวก่อนการแข่งขัน ศึก ONE : DREAMS OF GOLD วันที่ 16 ส.ค. ที่ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ล่าสุดได้มีการซ้อมโชว์ของนักชกไทยในงาน Open Workout ที่โรงแรมโกลเด้น ทิวลิป ซอฟเฟอริน โดยนักชกที่ถูกจับตาจากบรรดาสื่อมวลชนหลายร้อยคนที่เข้าร่วมงาน ได้แก่ “เพชรดำ เพชรยินดีอะคาเดมี่” ที่จะชกคู่เอกป้องกันแชมป์โลก ONE คิกบ็อกซิ่ง กับ อิเลียส เอ็นนาฮาชิ คู่ชกจากเนเธอร์แลนด์ เชื้อสายโมร็อคโก  เพชรดำ ยังดูฟิตเต็มร้อย กล้ามเนื้อแน่นเหมือนไฟต์ที่กระชากเข็มขัดแชมป์มาจาก อิเลียส มาห์มูดี้ เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และยังมีการออกแข้งซ้ายที่ทรงพลังให้สื่อมวลชนได้เห็นเหมือนเช่นเคย  
     "ไฟต์นี้ ผมเตรียมตัวดีกว่าไฟต์ที่แล้ว เน้นความเร็ว ความแม่นยำในการออกหมัด ฟิตเต็มร้อยไม่ต่างจากตอนชิงเข็มขัดแชมป์โลกเส้นนี้ แต่ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้งใน ONE Super Series การได้เป็นแชมป์โลกใน วัน แชมเปี้ยนชิพ คือหนึ่งในความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพของผม เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยบนเวทีการแข่งขันระดับโลก"  "อิเลียส เอ็นนาฮาชิ ผู้ท้าชิงดูแล้วเป็นนักชกที่แข็งแกร่งอีกคนของโลก ที่ผ่านมาฟอร์มของเขาอยู่ช่วงขาขึ้นมาตลอด เราจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมเต็มที่ ถึงตอนนี้ผมมั่นใจในฝีมือและพลังของตัวเองที่จะทำให้ผมเป็นผู้ชนะ ผมซ้อมหนักเพื่อไฟต์นี้และอยากให้กองเชียร์ได้ดูการชกที่สนุกตื่นเต้น" เพชรดำ กล่าว  
     ขณะที่รองคู่เอก "Smokin" โจ ณัฐวุฒิ ที่ต้องเจอศึกหนักในทัวร์นาเมนต์ ONE คิกบ็อกซิ่ง เวิลด์ กรังด์ปรีซ์ รุ่นเฟเธอร์เวต รอบรองชนะเลิศ กับ จอร์จิโอ้ "The Doctor" เปโตรเซียน ซูเปอร์สตาร์ชาวอิตาลี เชื้อสายอาร์เมเนีย ที่เพิ่งเอาชนะนักชกไทยอย่าง เพชรมรกต เพชรยินดีอะคาเดมี่ มาในรอบก่อนหน้านี้
     โจ ณัฐวุฒิ กล่าวว่า "ต้องยอมรับว่าคู่ชกของผมคือตำนานของวงการคิกบ็อกซิ่ง ผมเองก็เคยแพ้เขามาแล้ว แต่อย่างที่เห็นการซ้อมในวันนี้ ผมแข็งแรงขึ้น แถมยังเร็วกว่าเดิมอีก ผมเตรียมตัวอย่างดีสำหรับการเจอกันครั้งที่สองนี้ ผมจะล้มยักษ์แบบช็อกโลกให้ดู"
      สำหรับผู้ชนะคู่นี้จะได้ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศทัวร์นาเมนต์นี้ พร้อมลุ้นเงินรางวัลจำนวนสูงถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  อีกคู่ที่น่าสนใจในศึกนี้ “แสตมป์ แฟร์เท็กซ์” แชมป์ ONE คิกบ็อกซิ่ง และ มวยไทย รุ่นอะตอมเวตหญิง ขวัญใจชาวไทย ที่จะประเดิมแข่งขันในกติกา MMA เป็นครั้งแรก กับของแข็งอย่าง "Knockout Queen" อาช่า โรก้า สาวแกร่งจากอินเดีย ก็แสดงให้เห็นถึงความพร้อมกับบทใหม่ในอาชีพศิลปะป้องกันตัว ที่แตกต่างจากการชกมวยไทยพอสมควร
     "ครั้งแรกที่ได้เข้าแข่งขัน วัน แชมเปี้ยนชิพ นั้น ตนเองมีการซ้อมหนักในกติกา MMA อยู่เหมือนกัน แต่เมื่อมีโอกาสลุ้นแชมป์โลกในประเภทคิกบ็อกซิ่งกับมวยไทย จึงก็คว้าโอกาสนั้นไว้ก่อนและเมื่อได้แชมป์มาทั้งสองอย่างแล้ว แน่นอนว่าเป้าหมายต่อไปคือแชมป์ MMA" แสตมป์ กล่าว
     ส่วนนักชกไทยคนอื่นๆที่ได้ร่วมซ้อมในครั้งนี้ได้แก่ "ขุนศอกผีดิบ" เมืองไทย พีเค.แสนชัยมวยไทยยิม ที่จะดวลกับ เคนตะ ยามาดะ จากญี่ปุ่น ในศึก ONE Super Series กติกามวยไทยเช่นเดียวกับ เลิศศิลา ภูเก็ต ท็อปทีม ชาวไทย พบกับ ซาวาส "The Baby Face Killer" ไมเคิล จากไซปรัส และบางพลีน้อย เพชรยินดีอะคาเดมี่ พบกับ เลียม โนแลน จาก อังกฤษ
     สามารถอัพเดตข่าวสารความเคลื่อนไหวของ ONE Championship ได้ที่ www.onefc.com รวมทั้งทางทวิตเตอร์กับอินสตาแกรม @ONEChampionship และเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/ONEChampionship และติดตามชมการถ่ายทอดสดได้ทางแอปพลิเคชัน ONE Super App และทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 ตั้งแต่เวลา 21.30 น. เป็นต้นไป
Read More
44 เยาวชน 17 ประเทศ คึกคัก ร่วมแข่งขันเล่าเรื่องโปรโมตชุมชนวัฒนธรรมไทย THAILAND VILLAGE ACADEMY

44 เยาวชน 17 ประเทศ คึกคัก ร่วมแข่งขันเล่าเรื่องโปรโมตชุมชนวัฒนธรรมไทย THAILAND VILLAGE ACADEMY

โครงการ THAILAND VILLAGE ACADEMY
ร่วมกับ
กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
กระทรวงวัฒนธรรม
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
บริษัท การบินไทย จำกัด
และบริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด
เปิดตัว 44 เยาวชน 17 ประเทศ
แข่งขันเล่าเรื่องโปรโมตชุมชนวัฒนธรรม
ดินแดนมหัศจรรย์แห่งการเรียนรู้วัฒนธรรมไทย
สำหรับเยาวชนทั่วโลก
    โรงแรม SC Park กรุงเทพฯ, โครงการ THAILAND VILLAGE ACADEMY ร่วมกับ  กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)  และบริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์  จำกัด, เว็บไซต์ Hello Local.travel และ Readme.me เปิดตัว 44 เยาวชนนักเล่าเรื่องจากทั่วโลก ร่วมแข่งขันโปรโมตชุมชนแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมไทย ชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 500,000 บาท
     คุณทัศชล เทพกำปนาท ที่ปรึกษากรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม   กล่าวว่า  “กรมส่งเสริมวัฒนธรรมมีนโยบายในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมในชุมชน ให้นำทุนทางวัฒนธรรมมาใช้ในการเพิ่มคุณค่าและมูลค่าทางสังคมและเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์  ทางกรมฯ จึงได้ให้การสนับสนุนโครงการ Thailand Village Academy ซึ่งจัดขึ้นเพื่อยกระดับแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมในชุมชนให้เป็นดินแดนมหัศจรรย์แห่งการเรียนรู้วัฒนธรรมไทยสำหรับเยาวชนต่างชาติทั่วโลก โดยทางโครงการฯ ได้คัดเลือกชุมชนที่มีวัฒนธรรมและมรดกภูมิปัญญาที่โดดเด่น และมีปราชญ์ชุมชนที่พร้อมถ่ายทอดให้ความรู้แก่เยาวชน  ซึ่งชุมชนต้นแบบแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมสำหรับเยาวชนที่จะเปิดตัวในโครงการปีนี้มี 22 ชุมชน แบ่งเป็น ภาคกลาง 7 ชุมชน ภาคเหนือ 5 ชุมชน ภาคใต้ 5 ชุมชน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5 ชุมชน ดังนี้
ภาคกลาง

1. หมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โฮมสเตย์ไทรน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา
2. ชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไทยพวน จ.นครนายก
3. วิสาหกิจท่องเที่ยวโดยชุมชน ตำบลถ้ำรงค์ จ.เพชรบุรี
4. ชุมชนบ้านบางพลับ จ.สมุทรสงคราม
5. ชุมชนตำบลบ้านแหลม  จ.สุพรรณบุรี
6. ชุมชนตำบลหนองโรง จ.กาญจนบุรี
7. ชุมชนตลาดโรงพักเก่าสรรพยา  อ.สรรพยา จ.ชัยนาท

ภาคเหนือ

8. ชุมชนเมืองเก่าสุโขทัย จ.สุโขทัย
9. ชุมชนบ้านท่ามะโอ จ.ลำปาง
10. ชุมชนบ้านน้ำจำ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่
11. ชุมชนหล่อโย จ.เชียงราย
12. ชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมลาวเวียง ตำบลหาดสองแคว จ.อุตรดิตถ์

ภาคใต้

13. ท่องเที่ยวชุมชนตำบลทุ่งหว้า จ.สตูล
14. ชุมชนท่องเที่ยวแหลมสัก จ.กระบี่
15. ชุมชนบ้านลำขนุน จ.ตรัง
16. ชมรมการท่องเที่ยวโดยชุมชนพรหมโลก จ.นครศรีธรรมราช
17. หมู่บ้านชาวนาวิถีไทย วิถีโหนด นา เล จ.สงขลา

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

18. ชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตำบลบ้านเชียง จ.อุดรธานี
19. ชุมชนบ้านโคกเมือง จ.บุรีรัมย์
20. ชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเขมราฐ นาแวง เจียด จ.อุบลราชธานี
21. ชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมชนเผ่าไทกวนบ้านนาถ่อน จ.นครพนม
22. ชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมบ้านภู จ.มุกดาหาร

     และหลังจากการพัฒนาชุมชนต้นแบบแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมไทยเสร็จสิ้นแล้ว ทางโครงการฯ ได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  บริษัท การบินไทย จำกัด และบริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์  จำกัด  Hello Local.travel และ Readme.me  ช่วยขยายผลจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์เพื่อเชิญชวนเยาวชนทั่วโลกมาเที่ยว
     คุณฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์  ผู้อำนวยการฝ่ายสินค้าการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า “ ทุกชุมชนมีเรื่องเล่า ไม่ว่าจะเป็น เรื่องราวประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจ น่าตื่นเต้น และน่าเรียนรู้ โดยเฉพาะในมุมของเยาวชนต่างชาติ เพราะเป็นกลุ่มที่ให้ความสนใจในการเดินทางท่องโลกเพื่อเรียนรู้และสัมผัสวัฒนธรรมที่แตกต่าง   เยาวชนชอบใช้ชีวิตแบบคนท้องถิ่น กลุ่มเยาวชนต่างชาติจึงเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่จะช่วยเผยแพร่ ส่งต่อเรื่องราวของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตอันมีเสน่ห์โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ของไทยให้เป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก
    โครงการ  Thailand Village Academy เปิดโอกาสให้ The Story Curators บล็อกเกอร์เยาวชนทั่วโลก ที่มีความสามารถในการคัดสรรและเล่าเรื่องราว Travel Story และมีทักษะในการใช้ Social Media เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทาง สมัครมาร่วมภารกิจแข่งขันชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 500,000 บาท โดยมีบล็อกเกอร์เยาวชนจำนวน 1,423 คน จาก 86 ประเทศทั่วโลกสมัครร่วมกิจกรรม โดยเยาวชนที่ได้รับคัดเลือกมี 44 คน  จาก 17 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย อังกฤษ รัสเซีย เนปาล สิงค์โปร มาเลเซีย ภูฏาน อิสราเอล อิตาลี ยูเครน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เปรู ออสเตรเลีย ตูนิเซีย ไนจีเรีย และ ประเทศไทย ที่จะร่วมภารกิจการแข่งขันในระหว่างวันที่ 24-29 กรกฎาคม ผู้เข้าแข่งขันที่คัดสรร นำเสนอเรื่องราวชุมชนได้น่าสนใจ และสร้าง Social Engagement ผ่านสื่อออนไลน์ให้กับชุมชนสูงสุด จะเป็นผู้ชนะ โดยทางโครงการมีกำหนดประกาศผลผู้ชนะวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ผ่านช่องทางเว็บไซต์หลักของโครงการฯ www.thailandvillageacaademy.com
     ททท. มั่นใจว่า ผลงานสร้างสรรค์ของนักเล่าเรื่อง The Story Curators  ทั้ง 44 คนนี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนทั่วโลกอยากเดินทางมาเที่ยว มาสัมผัสดินแดนมหัศจรรย์แห่งการเรียนรู้วัฒนธรรมของไทยอย่างแน่นอน ขอเชิญทุกท่านติดตามเรื่องราวการแข่งขันของทั้ง 44 คน  และช่วยเป็นกำลังใจให้พวกเขาผ่าน Website Readme.me  ที่

ผลงานผู้เข้าแข่งขันบล็อกเกอร์เยาวชนไทย  https://th.readme.me/campaign/the-village-story
ผลงานผู้เข้าแข่งขันบล็อกเกอร์เยาวชนต่างชาติ https://readme.me/campaign/the-village-story ”
     คุณปรียนันท์ มงคลศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดดิจิทัล บริษัท การบินไทย จำกัด ( มหาชน )  กล่าวว่า "จากงานวิจัยขององค์กรท่องเที่ยวเยาวชนโลก ระบุว่า ในปี 2563  จะมีนักท่องเที่ยวเยาวชนทั่วโลกเดินทางจำนวนประมาณ 370 ล้านคน  และโดยใช้เวลาในการท่องเที่ยวเฉลี่ย 50  วัน และใช้จ่ายเงินในการท่องเที่ยวประมาณ $2,600   หรือ 85,000 บาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตลาดนักท่องเที่ยวเยาวชนต่างชาติมีความสำคัญมากและเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ นับว่าเป็นโอกาสสำคัญของชุมชนไทยที่จะได้ต้อนรับเยาวชนจากทั่วโลกให้มาท่องเที่ยว และเรียนรู้วัฒนธรรมในชุมชน  เป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน ช่วยชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน ในส่วนของการบินไทยและไทยสมายล์จะสนับสนุนโครงการโดยจัดทำบัตรโดยสารราคาพิเศษสำหรับเยาวชน เพื่อร่วมกิจกรรมการตลาดต่อยอดการขายแพ็กเกจท่องเที่ยวชุมชนต่อไป”

     คุณทัศชล เทพกำปนาท ที่ปรึกษากรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม  กล่าวสรุปว่า “โครงการ Thailand Village Academy ช่วยยกระดับแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมในชุมชน สร้างจุดขายด้านการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ต่อยอดจากต้นทุนอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่มีอยู่เดิมของชุมชน  มาสร้างคุณค่าใหม่ที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชน   และที่สำคัญยิ่งเปิดโอกาสให้ปราชญ์ชุมชน 22 ชุมชน ซึ่งเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต มีคุณค่าของชุมชน ได้รับการยกย่องและมีบทบาทในฐานะ Local Guru บอกเล่าประสบการณ์มรดกทางภูมิปัญญาที่ทรงคุณค่า ถ่ายทอดให้เยาวชนนักเดินทางได้เรียนรู้  ผลลัพธ์จากการดำเนินโครงการฯ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มจากการท่องเที่ยวเท่านั้น  เพราะสิ่งที่สำคัญคือกลุ่มนักท่องเที่ยวเยาวชนต่างชาติ ที่จะช่วยเผยแพร่ ส่งต่อเรื่องราวของวัฒนธรรม วิถีชีวิตอันมีเสน่ห์โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ น่าภาคภูมิใจของไทยให้เป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก ช่วยสร้างความภาคภูมิใจให้กับชุมชน ผู้เป็นเจ้าของทุนทางวัฒนธรรมนั้น ๆ ก่อให้เกิดความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะอนุรักษ์สืบสานต่อไปอย่างยั่งยืน”
Read More
พันธมิตร - ผู้สนับสนุน ปลื้ม โครงการ " Digital Economy Go 2Gether " ที่ ดีป้า แข็งขัน ขับเคลื่อน ไทยแลนด์ 4.0 สู่ความยั่งยืน

พันธมิตร - ผู้สนับสนุน ปลื้ม โครงการ " Digital Economy Go 2Gether " ที่ ดีป้า แข็งขัน ขับเคลื่อน ไทยแลนด์ 4.0 สู่ความยั่งยืน

     เดินหน้าเต็มกำลัง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิตอลอย่างต่อเนื่อง ตามพันธกิจเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่ยุคดิจิตอล และเพื่อให้การดำเนินการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิตอล เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยโครงการ " Digital Economy Go 2Gether " จับมือกับเหล่าพันธมิตร-ผู้สนับสนุน ร่วมเป็นเครือข่ายความร่วมมือที่สำคัญ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิตอลไทย ต่อยอดสู่การใช้งานจริง เพื่อสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และความมั่นคง ผลักดันมิติกำลังคน และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลต่อไป
     ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือดีป้า กล่าวถึงการจัดงานแถลงข่าว ขอบคุณพันธมิตร โครงการ " Digital Economy Go 2Gether " ว่าตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ดีป้าดำเนินการตามพันธกิจหลัก ในการส่งเสริมและสนับสนุน ให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรม และนวัตกรรมดิจิตอล รวมถึงพัฒนาและส่งเสริม ให้เกิดการนำเทคโนโลยีดิจิตอล ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และความมั่นคงของประเทศ ซึ่งเป็นไปตามแผนแม่บทการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล พ. ศ. 2561-2564 ผ่าน มาตรการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมดิจิตอล สำหรับภาครัฐและเอกชน ( depa Funds ) เพื่อเร่งรัดการพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิตอลโดยรวมของประเทศและมาตรการคูปองดิจิตอลเพื่อการประยุกต์ใช้ดิจิตอล depa mini- Transformation Voucher ) ที่สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อกระตุ้นการเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่ยุคดิจิทัลด้วยเทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง  
     ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถสร้างการรับรู้และการตระหนักถึงความสำคัญด้านการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมและดิจิทัลให้กับอุตสาหกรรมและธุรกิจด้านดิจิทัลอย่างกว้างขวางทั้งในระดับประเทศ และระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงเกิดโครงการ “Digital Economy Go 2Gether" เพื่อสร้างความร่วมมือ หาพันธมิตรในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ทั้งในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล รวมถึงพัฒนาและส่งเสริมให้เกิดการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และความมั่นคง รวมกันเป็นเครือข่ายความร่วมมือที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างแข็งแรง 


     สำหรับการจัดงาน “Digital Economy Go 2Gether" ในครั้งนี้ เพื่อเป็นการขอบคุณเหล่าพันธมิตรที่ให้การสนับสนุนและร่วมเป็นเครือข่ายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลกับทางดีป้า  พร้อมกับการประกาศเปิดรับความร่วมมือเพิ่มเติมจากพันธมิตรอื่น ๆ ที่เล็งเห็นความสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อมาร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลให้กับอุตสาหกรรมและธุรกิจด้านดิจิทัลไปพร้อมกัน และเพื่อให้ประเทศไทยได้ขับเคลื่อนสู่ไทยแลนด์ 4.0 อย่างยั่งยืน 

Read More
เปิดตัว “ยืมมั้ย” บริการยืมโทรศัพท์มือถือครั้งแรกในไทย

เปิดตัว “ยืมมั้ย” บริการยืมโทรศัพท์มือถือครั้งแรกในไทย

ในภาพจากซ้าย

1. นายสีหนาท ล่ำซำ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่สายงาน Payments Product Solutions and Management ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

2. นางสาวเบญจพร กำเพ็ชร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดกลุ่มลูกค้าบุคคล บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)

3. นายสุทธิเกียรติ กิตติภัทรากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยืมมั้ย (ประเทศไทย) จำกัด

4. นายเกรียงไกร เพียรวิทยาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีไอ อีเลคตริค จำกัด

5. นายวาสิต ล่ำซำ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)

     กรุงเทพฯ 25 กรกฎาคม 2562 – “เอสซีไอ”ผู้นำด้านไฟฟ้าและทคโนโลยี จับมือ “โกลด์ อีลิท ปารีส” ผู้จัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือทองคำ พร้อมพันธมิตร ธุรกิจยักษ์ใหญ่ ปั้นแบรนด์ “ยืมมั้ย” บริการยืมโทรศัพท์มือถือรายแรกในไทย พลิกโฉมทางเลือกใหม่ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้โทรศัพท์มือถือยุคปัจจุบันและอนาคต พุ่งเป้ายืมทั่วไทย 100,000 เครื่องต่อปี
     นายสุทธิเกียรติ กิตติภัทรากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยืมมั้ย (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท โกลด์ อีลิท ปารีส (ประเทศไทย) จำกัด ได้ร่วมมือกับ บริษัท เอสซีไอ อีเลคตริค จํากัด(มหาชน) เพื่อร่วมปั้นแบรนด์ใหม่ “ยืมมั้ย” บริการยืมโทรศัพท์มือถือครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้การบริหารงานของ บริษัท ยืมมั้ย (ประเทศไทย) จำกัด โดยเล็งเห็นว่า ปัจจุบันพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือของผู้บริโภคทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทยกำลังเปลี่ยนไป โดยใช้โทรศัพท์มือถือนานขึ้นมากกว่า ปี และเปลี่ยนเครื่องใหม่น้อยลง ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือ อาทิ ราคาโทรศัพท์มือถือที่มีราคาสูงขึ้น หรือการขายต่อในราคาที่ต่ำมาก ดังนั้น บริการยืมโทรศัพท์มือถือ จะสามารถแก้ปัญหา ให้กับผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด โดยคาดว่า “ยืมมั้ย” จะได้รับความนิยม และเป็นทางเลือกใหม่ในการตัดสินใจซื้อโทรศัพท์มือถือของผู้บริโภคในไม่ช้า พร้อมตั้งเป้าผู้ใช้บริการ 100,000 เครื่องต่อปี

     “ถึงแม้จะมีข้อจำกัดหลายด้านที่ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือช้าลง แต่ทุกคนก็อยากจะใช้สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ๆ และก้าวให้ทันเทคโนโลยีได้อย่างไม่สะดุด ในวันนี้ “ยืมมั้ย” จึงถือกำเนิดขึ้น ในรูปแบบบริการยืมมือถือที่จะมาพลิกโฉมวงการสมาร์โฟน และตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด โดยไม่ต้องจ่ายเงินก้อน ไม่ต้องทนใช้มือถือเก่าอีกต่อไป และหมดปัญหาการนำเครื่องเก่าไปขายในราคาที่ต่ำมาก ๆ ซึ่งเรามั่นใจว่า ด้วยประสบการณ์ความเชี่ยวชาญ ในธุรกิจโทรศัพท์มือถือ กว่า 12 ปี จะสามารถตอบสนองได้ตรงความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี” นายสุทธิเกียรติ กล่าว
     “ยืมมั้ย” นับเป็นการพลิกโฉมทางเลือกใหม่ของการใช้โทรศัพท์มือถือในประเทศไทย ที่จะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้โทรศัพท์มือถือคนรุ่นใหม่ ด้วยนวคิด “คุ้มกว่า สมาร์กว่า” โดยให้บริการยืมโทรศัพท์มือถือ “สมาร์ทโฟน” รุ่นยอดนิยมและรุ่นใหม่ล่าสุด ด้วยขั้นตอนการยืมที่สะดวกรวดเร็วผ่านแอพพลิเคชั่น “ยืมมั้ย” (Yuemmai) ทั้งในระบบ iOS และ Android
     สัญญาเช่า 12 เดือน (365 วัน) ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 30 บาทต่อวัน หรือประมาณ 900 บาทต่อเดือน และค่ามัดจำเริ่มต้นเพียง 575 าทต่อเดือน พร้อมฟรีค่าโทรและค่าอินเทอร์เน็ตรายเดือน จึงทำให้คุ้มค่ากว่าการซื้อ ส่วนค่ามัดจำจะได้รับคืนหลังคืนเครื่องไม่เกิน วัน หรือใช้เป็นค่ามัดจำในการยืมเครื่องรุ่นใหม่ในปีถัดไป ซึ่งผู้ยืมจะได้รับโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่แกะกล่อง ทุกครั้ สามารถชำระเงินเป็นรายเดือนโดยไม่ต้องใช้เงินก้อน ผ่านบัตรเครดิตบนระบบการชำระเงิน ที่มีความปลอดภัยสูง พร้อมประกันภัยความเสียหายตลอดการใช้งาน ได้เครื่องใหม่ทันทีไม่ต้องซ่อม นอกจากนั้น ยังฟรีค่าจัดส่งถึงมือ รวมถึงบริการโอนถ่ายข้อมูลจากเครื่องเก่าไปเครื่องใหม่ที่ปลอดภัย 100% และสิทธิพิเศษโปรโมชั่นร่วมกับร้านค้า/บริการมากมาย
     กลุ่มเป้าหมายหลักของ “ยืมมั้ย” เน้นไปที่คนรุ่นใหม่ นักศึกษา พนักงานออฟฟิศ และผู้ที่มองหาทางเลือกใหม่ ของการใช้สมาร์ทโฟน รวมถึงกลุ่มลูกค้าองค์กร ที่มีความต้องการใช้โทรศัพท์ในธุรกิจ หรือเป็นสวัสดิการสำหรับพนักงาน ซึ่งได้ตั้งเป้าหมาย ช่องทางการจำหน่าย ให้ก่กลุ่มองค์กรจำนวน 15,000 เครื่องต่อปี โดยแบ่งสัดส่วนเป็นลูกค้าทั่วไป 70% และลูกค้าองค์กร 30%

     บริการ “ยืมมั้ย” ยังเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งและสร้างปรากฎการณ์ให้วงการธุรกิจไทย บนความร่วมมือของผู้นำธุรกิจระดับประเทศ ริษัทจากแต่ละอุตสาหกรรม ภายใต้โมเดลธุรกิจ Ecosystem Business ด้วยการรวมสินค้าและบริการต่าง ๆ ที่มีความเชื่อมโยงและสัมพันธ์กัน สู่บริการที่พร้อมส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภคตั้งแต่ต้นจนจบ (End-to-End) ตอบโจทย์ มีคุณภาพ และครบวงจรความร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่นี้ประกอบด้วย เอสซีไอ (SCI) ผู้นำด้านไฟฟ้าและเทคโนโลยี บริษัทผู้ร่วมลงทุนหลัก, ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) สถาบันการเงินพาณิชย์แห่งแรกและเป็นหนึ่งในห้าธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นผู้ดูแลระบบจัดการการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตที่ปลอดภัยระดับโลก , แอดวานซ์ อินโฟ เซอร์วิส (AIS) ผู้ให้บริการเครือข่ายอันดับหนึ่ง เพื่อให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือพร้อมแพ็คเกจสุดพิเศษแก่ลูกค้ายืมมั้ย, เมืองไทยประกันภัย บริษัทประกันภัยอันดับหนึ่ง ดูแลรับประกันตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือตลอดการใช้งาน และ คอมเซเว่น (COIII7ผู้นำอันดับหนึ่งการจำหน่ายสินค้าไอที เป็นพันธมิตรจุดรับบริการลูกค้ายืมมั้ยผ่านศูนย์ iCare
     นายเกรียงไกร เพียรวิทยาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีไอ อีเลคตริค จํากัด (มหาชน) ผู้ร่วมทุนหลักของ “ยืมมั้ย” กล่าวว่า “ยืมมั้ย เป็นเวทีสำคัญให้เราพิสูจน์ฝีมืออีกครั้งในฐานะของผู้นำด้านเทคโนโลยี โดยเราได้มองเห็นศักยภาพของตลาดโทรศัพท์มือถือในเมืองไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นโอกาสที่การบริการยืมโทรศัพท์ของ “ยืมมั้ย” จะเข้ามาเติมเต็มความต้องการของผู้บริโภคในยุคนี้ สามารถช่วยแก้ปัญหา และข้อจำกัดต่าง ๆ ในการซื้อโทรศัพท์มือถือใหม่ เพียงแค่เปลี่ยนเป็น “ยืม” รวมถึงความร่วมมือจากพันธมิตรที่ดีที่สุดในการให้บริการครบวงจร เราเชื่อว่า “ยืมมั้ย” จะเป็นมิติใหม่ของวงการโทรศัพท์มือถือ/สมาร์ทโฟน และท้ายที่สุด “ยืมมั้ย” จะช่วยสร้างอุปสงค์และมูลค่าตลาดอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือให้กลับมาเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยะสำคัญนั่นเอง” นายเกรียงไกรกล่าว
     “ยืม” สมาร์ทโฟนที่ “คุ้มกว่า สมาร์ทกว่า” ผ่านแอพพลิเคชั่น “ยืมมั้ย” ได้แล้ววันนี้ ทั้งในระบบ iOS ละ Android สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 02 975 5988 หรือเว็บไซต์ yuemmai.com และติดตามข่าวสารโปรโมชั่นดี ๆ ของ “ยืมมั้ย” ได้ที่ Facebook: ยืมมั้ย
Read More

ช่อง copthai tv สถานีทีวีตำรวจ

Sponsor

AD BANNER